herb

เมื่อดูตามประวัติ พืชมีบทบาทสำคัญในทางการแพทย์ อาณาบริเวณส่วนใหญ่ในโลก ยัง คงพึ่งพาพฤกษศาสตร์ ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำกำลังศึกษาเรื่องยาสมุนไพร เพื่อดูว่ายาสมุนไพร ดีเท่าหรือดีกว่าวิทยาศาสตร์การแพทย์

ตามป่าต่างๆ ตรงบริเวณเชิงเขาเคนยา ผู้เชี่ยวชาญด้านยาสมุนไพรระดับนำของเคนยา แจ๊ก ทีดาย  เก็บสะสมพืชต่างๆ

คุณ แจ๊ก ทีดายซึ่งเป็นอาจารย์ของคณะเวชศาสตร์ทางเลือกและเทคโนโลยีกล่าวว่า มีการนำพืชเหล่านั้นมาหั่นนำไปตากแดดให้แห้ง แล้วเอามาผสมกัน และนำไปบรรจุในหีบห่อแบบยาที่

เราต้องการ ดร.เจฟฟรีย์ รูกันทา แห่งสถาบันวิจัยการแพทย์ของเคนยากล่าวว่า เมื่อหลายปีก่อน คนเข้าใจผิดคิดว่ายาแผนโบราณนั้นเกี่ยวข้องกับเวทย์มนตร์คาถาแต่ขณะนี้ยาแผนโบราณเป็นที่เชื่อถือกันครั้งใหม่ในหมู่นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ และว่าการนำยาแผนโบราณไปใช้ควบคู่กันกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มีลู่ทางว่า จะเป็นยาที่แก้โรคหลายชนิดได้อย่างชงัดทีเดียว

ในสหรัฐเองนักวิทยาศาสตร์กำลังทำวิจัยคล้ายคลึงกัน ที่มหาวิทยาลัยมิสซูรี่ ศาสตราจารย์ ไมค์ โกลด์กล่าวว่า พวกนักวิจัยกำลังศึกษาสารเคมีนับพันๆ ชนิดที่อยู่ในเปลือกไม้ ใบไม้ และผลของต้นซีดาร์แดง

ศาสตราจารย์ ไมค์ โกลด์ กล่าวว่ามีสารเคมีต่างๆ กันมากมายหลายชนิด ที่เรากำลังศึกษาดูเกี่ยวกับลู่ทางที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นยาฆ่าแมลง ยาฆ่าเชื้อรา และยาต่อต้านมะเร็งเป็นต้น

คุณแอมเบอร์ สปอห์นแห่งมหาวิทยาลัยมิสซูรี่ขูดเปลือกไม้ เธอกล่าวว่านักวิจัยค้นพบพฤกษสารเคมี ซึ่งเป็นสารประกอบที่อาจนำมาใช้ประโยชน์ทางด้านยาได้

เธอกล่าวว่าเราพบพฤษสารเคมีที่มีฤทธิ์แรงมากที่สุดในผลและใบของต้นซีดาร์แดง  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก เพราะสิ่งเหล่านั้น เป็นส่วนที่ต้นไม้จะผลิตออกมาได้ไม่มีวันหมด

บรรดานักวิจัย พบพฤกษสารเคมีที่สามารถฆ่าเชื้อแบกทีเรียได้ สองชนิด แต่สิ่งที่พวกเขาตื่นเต้นมากที่สุด ได้แก่การพบสารที่สามารถช่วยต่อสู้หรือป้องกันโรคมะเร็งที่ผิวหนัง ยังไม่มีการสำรวจสารเคมีที่มีอยู่อุดมสมบูรณ์ตามต้นไม้นั้นอย่างเต็มที่ ถ้ามีการสำรวจอย่างเต็มที่แล้ว อาจทำให้พบอะไรต่อมิอะไร ซึ่งสักวันหนึ่งข้างหน้า อาจนำมาใช้ในด้านเภสัชกรรมได้

ทางแอฟริกาตะวันออกงานวิจัยที่สถาบันการวิจัยทางการแพทย์ของเคนยา อาจยังผลให้นำมาใช้ในการบำบัดรกัษาไข้จับสั่นได้

ที่มา :  http://www.voanews.com/thai/2008-07-28-voa2.cfm

กระเทียม

posted on 13 Sep 2008 08:08 by bidvertiser  in herb

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Allium sativum L.

ชื่อวงศ์ : Alliaceae

ชื่อสามัญ : Common Garlic , Allium ,Garlic

ชื่ออื่น : กระเทียม (ภาคกลาง) หอมเทียม (ภาคเหนือ) หอมขาว (ภาคอีสาน) เทียม, หอมเทียม, หัวเทียม (ภาคใต้)

ลักษณะ : ไม้ล้มลุก มีกลิ่นแรง มีหัวใต้ดิน สูงประมาณ 30-45 ซม. เป็นพืชจำพวกหญ้า ลงหัวใต้ดิน หัวประกอบด้วย กลีบหลายกลีบรวมกัน มีเปลือกหุ้มหลายชั้น สีขาวหรือสีอมม่วง เนื้อสีขาว ใบสีเขียว หนายาว แบน ปลายแหลม โคนแผ่เป็นแผ่นแบน ภายในกลวง หุ้มซ้อนกันเป็นต้นกลม สีเขียวหรือสีเขียวอ่อน ดอกสีขาว รวมกันเป็นช่อ ที่ปลายก้าน

กระเทียม

ประโยชน์ทางสมุนไพร : เป็นอาหารหรือเครื่องเทศ โดยใช้ทั้งต้นเป็นอาหาร หัวกระเทียมสด แห้ง และน้ำมันกระเทียมใช้เป็นเครื่องเทศแต่งกลิ่นอาหาร เป็นอาหารเสริมสุขภาพ ใช้บำบัดอาการไอ หวัด หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ปวดฟัน ปวดหู ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย โรคความดันโลหิตสูง เส้นเลือดเปราะ ขับลม ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ ขับประจำเดือน ขับพยาธิไส้เดือน ลดอาการอักเสบบวม ฆ่าเชื้อ แก้โรคผิวหนัง เป็นยาฆ่าแมลง น้ำมันกระเทียมใช้ทาแก้แมลงกัดต่อย

ส่วนที่ใช้เป็นยา : ใบ ราก และหัวใต้ดิน มีรสเผ็ดร้อน

สรรพคุณ ขนาดและวิธีใช้ :

  • แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด ใช้กระเทียม 5-10 กลีบ รับประทานหลังอาหาร หรือพร้อมอาหาร

  • แก้โรคเน่าเปื่อย กลากเกลื้อน ฝานกระเทียมถูบ่อยๆ บริเวณที่เป็นหรือตำแล้วขยี้ทาบริเวณที่เป็น ก่อนจะทายาใช้ไม้บางๆ เล็กๆ ที่ได้ฆ่าเชื้อโรคแล้ว (โดยการแช่ในแอลกอฮอล์ 70% หรือต้มในน้ำเดือด 10-15 นาที) ขูดบริเวณที่เป็น ให้ผิวหนังแดง ๆ

  • ระงับพิษแมลงสัตว์กัดต่อย เอากระเทียมทุบให้แตก ถูบริเวณที่เป็นเกลื้อนและบริเวณแมลงต่อย วันละ 2-3 ครั้ง ประมาณ 4-5 วัน

  • ฆ่าเชื้อในปาก ทอนซิลอักเสบ (ระยะเริ่ม) เอากระเทียมมาบดหรือทุบให้ละเอียด คั้นน้ำกรองด้วยผ้าสะอาด ผสมน้ำอุ่น 5 เท่า ผสมเกลือเล็กน้อย กลั้วคอ หรือกระเทียม 5 กลีบโขลก เติมน้ำส้มสายชู 1 ถ้วยตวง กรองเอาแต่น้ำ กวาดคอหรือจิบเวลาไอ จนกว่าอาการจะดีขึ้น

  • แก้ไขมันอุดตันในเส้นเลือด เอาหัวกระเทียมโทน 21 หัว ปอกเปลือก ใส่ขวดโหล ใส่น้ำผึ้ง พอท่วมกระเทียม ดองไว้ประมาณ 7 วัน รับประทานก่อนนอน ครั้งละ 3 หัว พร้อมน้ำที่ดอง ทานติดต่อกัน 7 วัน ,รับประทานกระเทียมสด ๆ วันละ 1-2 หัว รับประทานติดต่อกัน 5-10 วัน

  • แก้ความดันโลหิตสูง กระเทียม 250 หัว แช่ในเหล้าขาว 1 ลิตร นาน 6 สัปดาห์ รินเอาส่วนที่ใส รับประทานครั้งละครึ่งช้อนกาแฟ ตอนเช้า วันละครั้ง

  • แก้จุกเสียดแน่นอืดเฟ้อ นำกระเทียม 5-7 กลีบ บดให้ละเอียด เติมน้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะ เกลือและน้ำตาลเล็กน้อย ผสมให้เข้ากัน กรองเอาน้ำดื่ม ,นำกระเทียมมาปอกเอาเฉพาะเนื้อใน 5 กลีบ ซอยให้ละเอียด รับประทานหลังอาหารทุกมื้อ

  • แก้เสมหะ แก้ลม นำกระเทียมผสมกับขิงอย่างละเท่าๆ กัน แล้วบดละลายกับน้ำอ้อย

  • ขับพยาธิ นำรากกระเทียม ผสมกับน้ำนมหรือกะทิสด คั้นเอาน้ำรับประทาน

  • แก้ปวดหัว หรือไมเกรน โดยการนำเอามาประกอบอาหาร หรือ รับประทานสดครั้งละ 10 กลีบ ทุกวัน (ต้องรับประทานทุกวันต่อเนื่องกัน)

ข้อเสนอแนะ : ควรระวังในกรณีที่ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือด เพราะจะทำให้เลือดแข็งตัวช้าขึ้น ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ละอองเกสร จะมีโอกาสแพ้กระเทียมได้ง่าย ไม่ควรรับประทานกระเทียมขณะท้องว่าง อาจเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง

อ้างอิงจาก www.phangngacity.com, www.tungsong.com

edit @ 13 Sep 2008 08:09:23 by bidvertiser ไทย blog

กล้วย

posted on 13 Sep 2008 08:07 by bidvertiser  in herb

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Musa sapientum L.

ชื่อวงศ์ : Musaceae

ชื่อสามัญ : Banana

ลักษณะ : ต้นกล้วยเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นที่เห็นจะเกิดจากก้านหุ้มซ้อนกันจะมีลำต้นขนาดใหญ่ และสูงประมาณ 2.5 เมตร กาบลำต้นด้านนอกมีสีเขียวอ่อน มีปื้นดำเล็กน้อย ด้านในสีเขียวอ่อน ใบมีสีเขียว เป็นแผ่นยาว เส้นของใบจะขนานกัน แกนใบจะเห็นชัดเจน ด้านล่างของใบมีนวลขาว ดอกออกเป็นช่อห้อยลง มีกาบหุ้มสีแดงม่วง ดอกย้อยติดกันเป็นแผง ฐานดอกเป็นดอกตัวเมีย ส่วนปลายเป็นดอกตัวผู้ เมื่อดอกตัวเมียเริ่มเจริญเป็นผล ดอกตัวผู้เริ่มร่วงหล่นไป ช่อดอกเจริญเป็นเครือกล้วย ผล เมื่อดอกเจริญกลายเป็นผลแล้ว ผลนี้จะประกอบเป็นหวี เครือละประมาณ 7-8 หวี เมื่อออกผลใหม่จะมีสีเขียว เมื่อสุกจะเป็นมีเหลืองอมน้ำตาล เนื้อในสีขาว มีรสหวาน ผลมีเหลี่ยม ก้านผลสั้นมีความยาวใกล้เคียงกัน เปลือกหนา แต่ละต้นจะให้ผลครั้งเดียว แล้วตายไป

ประโยชน์ทางสมุนไพร : ตำรายาไทยใช้ผลดิบซึ่งมีสารแทนนินมาก รักษาอาการท้องเสียและบิด โดยกินครั้งละครึ่งหรือ 1 ผล มีรายงานว่า มีฤทธิ์ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารของหนูขาวที่ถูกกระตุ้นด้วยยา แอสไพริน เชื่อว่าฤทธิ์ดังกล่าวเกิดจากการถูกกระตุ้นผนังกระเพาะอาหารให้หลั่งสาร เมือกออกมามากขึ้น จึงนำมาทดลองรักษาโรคกระเพาะอาหารของคน โดยใช้กล้วยดิบหั่นเป็นแว่น ตากแห้งบดเป็นผง กินวันละ 4 ครั้งๆ ละ 1-2 ช้อนแกง ก่อนอาหารและก่อนนอน อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ซึ่งป้องกันได้โดยกินร่วมกับยาขับลม เช่น ขิง

ส่วนที่ใช้เป็นยา : ผลกล้วยสุกทุกชนิด และผลกล้วยห่าม โดยฝานตากแดด ให้แห้ง บดเป็นผง จะใช้กล้วยหักมุกห่ามแทนยิ่งดี

สรรพคุณ : ผลกล้วยมีสรรพคุณช่วยรักษาอาการผิดปกติของร่างกายหลายๆ อย่าง เช่น ภาวะความดันโลหิตสูง ภาวะความเป็นพิษภายในร่างกาย ช่วยให้ปอดชุ่มชื้น และแก้กระหายน้ำได้เป็นอย่างดี และใช้ป้องกันบำบัด โรคแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยเคลือบกระเพาะ - รักษาอาการท้องเสีย

ขนาดและวิธีใช้ :

  • แก้อาการท้องเสีย ใช้ผลกล้วยห่าม 3-4 ช้อนชา หรือ 5-7 กรัม ผสมน้ำหรือน้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ ดื่มวันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหาร และ ก่อนนอน
  • รักษาความดันโลหิตสูง หรือโรคเส้นโลหิตในสมองแตก ใช้เปลือกกล้วยหอมสดมาต้มกับน้ำสำหรับดื่ม และสามารถที่ต้มไว้ดื่มเป็นประจำได้
  • โรคริดสีดวงทวาร แก้อาการท้องผูก เป็นไข้ตัวร้อนหรือเจ็บคอ โดยรับประทานกล้วยน้ำว้า วันละ 1-2 ผล เป็นประจำ
  • ลดอาการไข้และอาการไอเรื้อรังได้ ใช้กล้วยหอมสุกหรือกล้วยน้ำว้าสุกต้มกับน้ำตาลทราย แล้วรับประทานติดต่อกัน จนกว่าจะหาย
  • แก้ส้นเท้าแตก ใช้เปลือกหรือเนื้อกล้วยที่สุกงอม ทาตรงบริเวณที่แตก เพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวตรงส่วนนั้น

ข้อเสนอแนะ : รับประทานกล้วยดิบแล้ว ถ้ามีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ป้องกันโดยใช้กล้วยดิบร่วมกับขิงหรือกระวาน

อ้างอิงจาก www.phuketjettour.com
http://chachoengsao.doae.go.th