posted on 13 Sep 2008 08:08 by bidvertiser in herb
ชื่อวิทยาศาสตร์
: Allium sativum L.
ชื่อวงศ์ : Alliaceae
ชื่อสามัญ :
Common Garlic , Allium ,Garlic
ชื่ออื่น : กระเทียม
(ภาคกลาง) หอมเทียม (ภาคเหนือ) หอมขาว (ภาคอีสาน) เทียม, หอมเทียม,
หัวเทียม (ภาคใต้)
ลักษณะ : ไม้ล้มลุก
มีกลิ่นแรง มีหัวใต้ดิน สูงประมาณ 30-45 ซม. เป็นพืชจำพวกหญ้า
ลงหัวใต้ดิน หัวประกอบด้วย กลีบหลายกลีบรวมกัน มีเปลือกหุ้มหลายชั้น
สีขาวหรือสีอมม่วง เนื้อสีขาว ใบสีเขียว หนายาว แบน ปลายแหลม
โคนแผ่เป็นแผ่นแบน ภายในกลวง หุ้มซ้อนกันเป็นต้นกลม สีเขียวหรือสีเขียวอ่อน
ดอกสีขาว รวมกันเป็นช่อ ที่ปลายก้าน
ประโยชน์ทางสมุนไพร :
เป็นอาหารหรือเครื่องเทศ โดยใช้ทั้งต้นเป็นอาหาร หัวกระเทียมสด
แห้ง และน้ำมันกระเทียมใช้เป็นเครื่องเทศแต่งกลิ่นอาหาร เป็นอาหารเสริมสุขภาพ
ใช้บำบัดอาการไอ หวัด หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ปวดฟัน ปวดหู ปวดท้อง
อาหารไม่ย่อย โรคความดันโลหิตสูง เส้นเลือดเปราะ ขับลม ขับเสมหะ
ขับปัสสาวะ ขับประจำเดือน ขับพยาธิไส้เดือน ลดอาการอักเสบบวม
ฆ่าเชื้อ แก้โรคผิวหนัง เป็นยาฆ่าแมลง น้ำมันกระเทียมใช้ทาแก้แมลงกัดต่อย
ส่วนที่ใช้เป็นยา : ใบ
ราก และหัวใต้ดิน มีรสเผ็ดร้อน
สรรพคุณ ขนาดและวิธีใช้ :
-
แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด
ใช้กระเทียม 5-10 กลีบ รับประทานหลังอาหาร หรือพร้อมอาหาร
-
แก้โรคเน่าเปื่อย กลากเกลื้อน
ฝานกระเทียมถูบ่อยๆ บริเวณที่เป็นหรือตำแล้วขยี้ทาบริเวณที่เป็น
ก่อนจะทายาใช้ไม้บางๆ เล็กๆ ที่ได้ฆ่าเชื้อโรคแล้ว (โดยการแช่ในแอลกอฮอล์
70% หรือต้มในน้ำเดือด 10-15 นาที) ขูดบริเวณที่เป็น ให้ผิวหนังแดง
ๆ
-
ระงับพิษแมลงสัตว์กัดต่อย
เอากระเทียมทุบให้แตก ถูบริเวณที่เป็นเกลื้อนและบริเวณแมลงต่อย
วันละ 2-3 ครั้ง ประมาณ 4-5 วัน
-
ฆ่าเชื้อในปาก
ทอนซิลอักเสบ (ระยะเริ่ม) เอากระเทียมมาบดหรือทุบให้ละเอียด
คั้นน้ำกรองด้วยผ้าสะอาด ผสมน้ำอุ่น 5 เท่า ผสมเกลือเล็กน้อย
กลั้วคอ หรือกระเทียม 5 กลีบโขลก เติมน้ำส้มสายชู 1 ถ้วยตวง
กรองเอาแต่น้ำ กวาดคอหรือจิบเวลาไอ จนกว่าอาการจะดีขึ้น
-
แก้ไขมันอุดตันในเส้นเลือด เอาหัวกระเทียมโทน
21 หัว ปอกเปลือก ใส่ขวดโหล ใส่น้ำผึ้ง พอท่วมกระเทียม
ดองไว้ประมาณ 7 วัน รับประทานก่อนนอน ครั้งละ 3 หัว พร้อมน้ำที่ดอง
ทานติดต่อกัน 7 วัน ,รับประทานกระเทียมสด ๆ วันละ 1-2
หัว รับประทานติดต่อกัน 5-10 วัน
-
แก้ความดันโลหิตสูง
กระเทียม 250 หัว แช่ในเหล้าขาว 1 ลิตร นาน 6 สัปดาห์
รินเอาส่วนที่ใส รับประทานครั้งละครึ่งช้อนกาแฟ ตอนเช้า
วันละครั้ง
-
แก้จุกเสียดแน่นอืดเฟ้อ
นำกระเทียม 5-7 กลีบ บดให้ละเอียด เติมน้ำส้มสายชู
2 ช้อนโต๊ะ เกลือและน้ำตาลเล็กน้อย ผสมให้เข้ากัน กรองเอาน้ำดื่ม
,นำกระเทียมมาปอกเอาเฉพาะเนื้อใน 5 กลีบ ซอยให้ละเอียด
รับประทานหลังอาหารทุกมื้อ
-
แก้เสมหะ แก้ลม นำกระเทียมผสมกับขิงอย่างละเท่าๆ
กัน แล้วบดละลายกับน้ำอ้อย
-
ขับพยาธิ นำรากกระเทียม
ผสมกับน้ำนมหรือกะทิสด คั้นเอาน้ำรับประทาน
-
แก้ปวดหัว หรือไมเกรน โดยการนำเอามาประกอบอาหาร
หรือ รับประทานสดครั้งละ 10 กลีบ ทุกวัน (ต้องรับประทานทุกวันต่อเนื่องกัน)
ข้อเสนอแนะ : ควรระวังในกรณีที่ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือด
เพราะจะทำให้เลือดแข็งตัวช้าขึ้น
ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ละอองเกสร จะมีโอกาสแพ้กระเทียมได้ง่าย
ไม่ควรรับประทานกระเทียมขณะท้องว่าง อาจเกิดอาการคลื่นไส้
อาเจียน ท้องร่วง
อ้างอิงจาก www.phangngacity.com, www.tungsong.com
edit @ 13 Sep 2008 08:09:23 by bidvertiser ไทย blog
posted on 13 Sep 2008 08:07 by bidvertiser in herb
ชื่อวิทยาศาสตร์
: Musa sapientum L.
ชื่อวงศ์ :
Musaceae
ชื่อสามัญ
: Banana
ลักษณะ : ต้นกล้วยเป็นไม้ล้มลุก
ลำต้นที่เห็นจะเกิดจากก้านหุ้มซ้อนกันจะมีลำต้นขนาดใหญ่ และสูงประมาณ
2.5 เมตร กาบลำต้นด้านนอกมีสีเขียวอ่อน มีปื้นดำเล็กน้อย ด้านในสีเขียวอ่อน
ใบมีสีเขียว เป็นแผ่นยาว เส้นของใบจะขนานกัน แกนใบจะเห็นชัดเจน
ด้านล่างของใบมีนวลขาว ดอกออกเป็นช่อห้อยลง มีกาบหุ้มสีแดงม่วง
ดอกย้อยติดกันเป็นแผง ฐานดอกเป็นดอกตัวเมีย ส่วนปลายเป็นดอกตัวผู้
เมื่อดอกตัวเมียเริ่มเจริญเป็นผล ดอกตัวผู้เริ่มร่วงหล่นไป
ช่อดอกเจริญเป็นเครือกล้วย ผล เมื่อดอกเจริญกลายเป็นผลแล้ว
ผลนี้จะประกอบเป็นหวี เครือละประมาณ 7-8 หวี เมื่อออกผลใหม่จะมีสีเขียว
เมื่อสุกจะเป็นมีเหลืองอมน้ำตาล เนื้อในสีขาว มีรสหวาน ผลมีเหลี่ยม
ก้านผลสั้นมีความยาวใกล้เคียงกัน เปลือกหนา แต่ละต้นจะให้ผลครั้งเดียว
แล้วตายไป
ประโยชน์ทางสมุนไพร
:
ตำรายาไทยใช้ผลดิบซึ่งมีสารแทนนินมาก รักษาอาการท้องเสียและบิด
โดยกินครั้งละครึ่งหรือ 1 ผล มีรายงานว่า
มีฤทธิ์ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารของหนูขาวที่ถูกกระตุ้นด้วยยา
แอสไพริน
เชื่อว่าฤทธิ์ดังกล่าวเกิดจากการถูกกระตุ้นผนังกระเพาะอาหารให้หลั่งสาร
เมือกออกมามากขึ้น จึงนำมาทดลองรักษาโรคกระเพาะอาหารของคน
โดยใช้กล้วยดิบหั่นเป็นแว่น ตากแห้งบดเป็นผง กินวันละ 4 ครั้งๆ ละ 1-2
ช้อนแกง ก่อนอาหารและก่อนนอน อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด
ซึ่งป้องกันได้โดยกินร่วมกับยาขับลม เช่น ขิง
ส่วนที่ใช้เป็นยา
: ผลกล้วยสุกทุกชนิด และผลกล้วยห่าม โดยฝานตากแดด
ให้แห้ง บดเป็นผง จะใช้กล้วยหักมุกห่ามแทนยิ่งดี
สรรพคุณ
: ผลกล้วยมีสรรพคุณช่วยรักษาอาการผิดปกติของร่างกายหลายๆ
อย่าง เช่น ภาวะความดันโลหิตสูง ภาวะความเป็นพิษภายในร่างกาย
ช่วยให้ปอดชุ่มชื้น และแก้กระหายน้ำได้เป็นอย่างดี และใช้ป้องกันบำบัด
โรคแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยเคลือบกระเพาะ - รักษาอาการท้องเสีย
ขนาดและวิธีใช้
:
-
แก้อาการท้องเสีย
ใช้ผลกล้วยห่าม 3-4 ช้อนชา หรือ 5-7 กรัม ผสมน้ำหรือน้ำผึ้ง
1-2 ช้อนโต๊ะ ดื่มวันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหาร และ ก่อนนอน
-
รักษาความดันโลหิตสูง หรือโรคเส้นโลหิตในสมองแตก
ใช้เปลือกกล้วยหอมสดมาต้มกับน้ำสำหรับดื่ม และสามารถที่ต้มไว้ดื่มเป็นประจำได้
-
โรคริดสีดวงทวาร
แก้อาการท้องผูก เป็นไข้ตัวร้อนหรือเจ็บคอ โดยรับประทานกล้วยน้ำว้า
วันละ 1-2 ผล เป็นประจำ
-
ลดอาการไข้และอาการไอเรื้อรังได้
ใช้กล้วยหอมสุกหรือกล้วยน้ำว้าสุกต้มกับน้ำตาลทราย
แล้วรับประทานติดต่อกัน จนกว่าจะหาย
-
แก้ส้นเท้าแตก
ใช้เปลือกหรือเนื้อกล้วยที่สุกงอม ทาตรงบริเวณที่แตก เพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวตรงส่วนนั้น
ข้อเสนอแนะ : รับประทานกล้วยดิบแล้ว
ถ้ามีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ป้องกันโดยใช้กล้วยดิบร่วมกับขิงหรือกระวาน
อ้างอิงจาก
www.phuketjettour.com
http://chachoengsao.doae.go.th