Dhama

พักจิต บำรุงใจ

posted on 17 Sep 2008 05:00 by bidvertiser  in Dhama

สงบด้วยลมหายใจ

ลมหายใจไม่เพียงช่วยให้เรามีชีวิตอยู่ได้เท่านั้น หากยังสามารถพาเราเข้าถึงความสงบได้ด้วย ทุกครั้งที่เราหายใจเข้า มิใช่ออกซิเจนเท่านั้นที่ถูกลำเลียงไปเลี้ยงร่างกาย หากเราวางใจเป็น ลมหายใจเข้ายังนำความสงบเย็นไปบำรุงจิตใจเราด้วย ขณะเดียวกันลมหายใจออกสามารถระบายความหม่นหมองขึ้งเครียดออกไปจากใจของเรา ได้อีกต่างหาก แต่ความจริงดังกล่าวมักถูกมองข้ามไป คนส่วนใหญ่จึงหายใจแบบทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ อย่างน่าเสียดาย

ความสงบสามารถบังเกิดกับเราได้ไม่ยาก เพียงแต่น้อมจิตมาอยู่กับลมหายใจทั้งเข้าและออกอย่างต่อเนื่อง จะปิดตาด้วยก็ได้ พร้อมกับผ่อนคลายร่างกายทุกส่วนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ท่าที่ดีคือท่านั่งขัดสมาธิ แต่หากร่างกายไม่อำนวย ก็ขอให้นั่งในท่าที่สะดวกที่สุด หรือนั่งเก้าอี้ โดยไม่เอนกายพิงกับพนักหรือเสา หาไม่จะง่วงหลับได้ง่าย

ทำใจให้สบาย ยิ้มน้อย ๆ ขณะเดียวกันก็วางความคิดต่าง ๆ เอาไว้ชั่วคราว ไม่ว่าเรื่องที่ผ่านไปแล้ว หรือที่ยังมาไม่ถึง อย่าเพิ่งเอามาเป็นกังวล ขอให้ถือว่าลมหายใจเข้าและออกเป็นสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดสำหรับเราในขณะนี้ แต่ก็อย่าเผลอไปบังคับลมหายใจ ให้หายใจอย่างสบาย ๆ เป็นธรรมชาติ อย่าไปคาดหวังอะไรกับลมหายใจทั้งสิ้น

มีหลายวิธีในการน้อมจิตมาอยู่กับลมหายใจ เช่น ตามลมหายใจเข้าตั้งแต่ปลายจมูกไปจนสุดที่อกหรือช่องท้อง แล้วตามลมหายใจออกจนไปสุดที่ปลายจมูก โดยมีการนับทุกครั้งที่หายใจออก ตั้งแต่ ๑ ไปถึง ๑๐ แล้วเริ่มต้นใหม่ หากเผลอไป จำไม่ได้ว่านับถึงไหน ก็เริ่มต้นนับ ๑ ใหม่ แต่บางคนก็นิยมใช้คำบริกรรมควบคู่ไปด้วย เช่น หายใจเข้าก็นึกถึง “พุท” หายใจออกก็นึกถึง “โธ”

อีกวิธีหนึ่งก็คือ เพียงแต่รับรู้ถึงลมสัมผัสที่ปลายจมูกทั้งเข้าและออก โดยไม่มีการนับหรือบริกรรมใด ๆ วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์มาพอสมควรแล้ว แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม สิ่งสำคัญอยู่ที่การวางใจให้เป็น กล่าวคือ ไม่บังคับจิตจนเกินไป ควรมีความนุ่มนวลอ่อนโยนกับจิต ไม่พยายามกดหรือห้ามความคิด เมื่อเผลอคิดไป ไม่ว่าไปไกลแค่ไหน ทันทีที่รู้ตัว ก็ให้พาจิตกลับมาที่ลมหายใจ โดยไม่ต้องไปสนใจกับความคิดดังกล่าว รวมทั้งไม่ไปพยายามหยุดมันด้วย ทันทีที่จิตกลับมาอยู่กับลมหายใจ ความคิดเหล่านั้นก็จะสลายไปเอง

ใหม่ ๆ อาจมีความคิดฟุ้งซ่านมากมาย ก็ขอให้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา อย่าไปหงุดหงิดกับใจของตัว แต่ถ้าหงุดหงิดก็ให้รู้ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นกับใจก็รู้อยู่เสมอ ไม่ว่าบวกหรือลบ ผ่อนคลายหรือตึงเครียด ข้อสำคัญคืออย่าให้ความรู้สึกนึกคิดเหล่านี้ดึงจิตออกไปจากลมหายใจ หากใจอยู่เคียงคู่กับลมหายใจกันอย่างต่อเนื่อง ย่อมเกิดความสงบในที่สุด

หากคุ้นเคยกับลมหายใจจนเป็นนิสัย ลมหายใจจะเป็นที่พักพิงอย่างดีของจิตในยามที่ถูกพายุอารมณ์เล่นงาน เช่น ขณะที่กำลังโกรธ หงุดหงิด เหนื่อยหน่าย ท้อแท้ เศร้าโศก ให้กลับมาที่ลมหายใจทันที ช่วงแรกอาจหายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ สัก ๕-๑๐ ครั้ง เมื่อตั้งหลักได้ ก็เพียงแต่รับรู้เบา ๆ ถึงการเคลื่อนหรือสัมผัสของลมหายใจ จะทำนานเท่าใดก็ได้สุดแท้แต่ใจต้องการ

ไม่ว่าอยู่บ้านหรือในที่ทำงาน หากมีเวลาว่าง แทนที่จะปล่อยใจลอย หรือหายใจรดทิ้งไปเปล่า ๆ ไม่ดีกว่าหรือหากจะหันมาใส่ใจกับลมหายใจของเราดูบ้าง ยิ่งถ้ากำลังนั่งรถ หรือคอยใครอยู่ แทนที่จะปล่อยเวลาทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ การฝึกใจให้รู้ตัวกับลมหายใจคือการใช้เวลาว่างที่คุ้มค่าที่สุด แต่ถ้าวุ่นจนลืมทำ ก่อนนอนและตอนตื่นนอนก็ควรหาเวลาทำ ๕-๑๐ นาทีก็ยังดี

เดินจงกรม

เดินจงกรมเป็นวิธีพักใจอีกอย่างหนึ่ง แต่แทนที่จะน้อมจิตมาอยู่กับลมหายใจเข้าและออก ก็ให้มาอยู่กับการย่างเท้าทั้งสอง โดยเดินกลับไปกลับมาอย่างช้า ๆ ระยะทางประมาณ ๓-๕ เมตร ทอดสายตาไปที่พื้นประมาณ ๑.๕ เมตรจากตัว ระหว่างที่เดินก็ให้รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของเท้า โดยไม่ถึงกับเพ่งหรือจดจ่อที่เท้า เมื่อใจเผลอไปคิดถึงเรื่องใดก็ตาม ทันทีที่รู้ตัวก็ให้พาจิตกลับมาอยู่ที่การเดิน ทั้งนี้ไม่ต้องไปสนใจว่าเมื่อกี้คิดอะไร ทำไมถึงคิด ให้ปล่อยวางความคิดโดยไม่ต้องอาลัย

ขอให้สังเกตว่าเมื่อใดที่จิตเผลอคิดออกไปนอกตัว จิตจะไม่รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของร่างกายหรือเท้าที่ก้าวเดิน จนบางครั้งลืมไปด้วยซ้ำว่ากำลังเดินอยู่ แต่เมื่อรู้ตัวว่าเผลอ แล้วกลับมาอยู่กับการเดิน ความรู้สึกตัวจะกลับมาแจ่มชัด และรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของร่างกายรวม ๆ อีกครั้งหนึ่ง ความรู้ตัวและความรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของร่างกายจึงสัมพันธ์กันอย่างใกล้ ชิด

ใหม่ ๆ อาจจะยังวางจิตไว้ไม่ถูก คือแทนที่จะรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของเท้า ก็ไปเพ่งหรือจดจ่อที่เท้า แม้จะทำให้จิตฟุ้งน้อยลง แต่ก็อาจทำให้เครียดได้ง่าย เมื่อใดที่รู้สึกเครียด ก็ให้ผ่อนจิตลงมา เพียงแค่ให้รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของเท้าก็พอ วิธีนี้แม้จิตจะเผลอออกไปนอกตัวบ่อยกว่า แต่การรู้ตัวว่าเผลอครั้งแล้วครั้งเล่า จะทำให้สติปราดเปรียวว่องไวขึ้น ช่วยให้เผลอน้อยลง และมีความรู้สึกตัวต่อเนื่องขึ้น ยิ่งมีความรู้สึกตัวต่อเนื่องมากเท่าไร จิตก็จะยิ่งโปร่งเบาและแจ่มใสมากเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การเดินจงกรมนั้นมีหลายแบบ นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ก็ยังมีการกำหนดจิตไปที่การเคลื่อนของเท้าอย่างละเอียดถี่ยิบ ตั้งแต่ยกเท้า ย่างเท้า แล้วเหยียบพื้น เป็นต้น ผู้สนใจควรศึกษาเพิ่มเติมจากผู้รู้

เดินด้วยใจ

เวลาเดินไปไหนมาไหนคนส่วนใหญ่มักคิดแต่เพียงเดินให้ถึงจุดหมาย แต่การเดินมีประโยชน์มากกว่านั้น หลายคนรู้ดีว่าการเดินช่วยให้ร่างกายแข็งแรง แต่น้อยคนที่จะตระหนักว่าการเดินนั้นมีผลดีต่อจิตใจด้วย ไม่ใช่แค่ฝึกความอดทนเท่านั้น หากยังช่วยให้ใจสงบ ผ่อนคลาย และตื่นรู้อยู่เสมอ การเดินโดยมุ่งเพียงแค่ไปไห้ถึง ทำให้เราเป็นทุกข์ได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อจุดหมายปลายทางยังอยู่อีกไกล ยิ่งคิดว่าเมื่อไรจะถึง ๆ ก็ยิ่งเครียดและหงุดหงิด ทั้ง ๆที่กายยังไหว แต่ใจกลับเพลียเสียแล้ว อันที่จริงเราไม่จำเป็นต้องทุกข์ขนาดนั้นเลยก็ได้ หากวางใจให้เป็น เช่น น้อมจิตมาอยู่กับทุกย่างก้าว ให้มีความรู้สึกตัวกับการเดินแต่ละก้าว บางครั้งใจเผลอไปที่อื่น ระลึกได้เมื่อไร ก็พาใจกลับมาอยู่กับการเดิน ให้กายกับใจร่วมเดินไปด้วยกัน อย่าปล่อยให้กายอยู่ตรงนี้ แต่ใจไปรออยู่ข้างหน้าแล้ว ใจที่เฝ้าแต่จะถึงจุดหมายไว ๆ มีแต่จะนำความทุกข์มาให้โดยไม่จำเป็น

เมื่อ ใจอยู่กับกายทุกย่างก้าวอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ตัวจะยังไม่ถึงจุดหมาย แต่ใจกลับ “ถึง”ทุกขณะ นั่นคือเข้าถึงความสงบเย็นและผ่อนคลาย เพราะเมื่อจิตไม่วอกแวก หรือชะเง้อมองจุดหมาย ก็ย่อมไม่ถูกเผาลนด้วยความอยากจะไปให้ถึงไว ๆ ขณะเดียวกันการหมั่นรู้ทันความนึกคิดปรุงแต่ง (รวมทั้งความอยากจะถึงที่หมายไว ๆ ) ก็ช่วยฝึกสติหรือความระลึกได้ให้ทำงานได้รวดเร็วฉับไว ทำให้จิตมีความรู้สึกตัวอย่างต่อเนื่อง

ทุกวันนี้เราเดินด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อมน้อยมาก เพราะใจลอยเกือบตลอดเวลา หากไม่พะวงถึงจุดหมายปลายทาง ก็มักนึกถึงเรื่องต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งวางแผนร้อยแปด บางครั้งอากัปกิริยาจึงไม่ต่างจากคนเดินละเมอ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้นได้เมื่อเรามีสติอยู่กับการเดิน คือใจรับรู้ความเคลื่อนไหวทุกย่างก้าว เมื่อใดที่จิตเผลอออกไปนอกตัว พลัดไปอยู่กับเรื่องราวในอดีตหรืออนาคต รู้ตัวเมื่อไร ก็พาจิตกลับมาอยู่กับปัจจุบันคือการเดิน โดยไม่จำเป็นต้องเพ่งที่เท้า หรือบังคับจิตให้อยู่กับเท้า ทำเช่นนี้บ่อย ๆ ความรู้สึกตัวจะเพิ่มขึ้น สติจะปราดเปรียวขึ้น ทำให้เราไม่เผลอง่าย จะคิดหรือทำอะไร ก็ทำด้วยใจที่เต็มร้อยและมีสมาธิมั่นคง

ไม่ว่าจะเดินไปปากซอย ขึ้นบันได หรือไปทำงาน เป็นโอกาสดีสำหรับการบ่มเพาะสติ สร้างความรู้สึกตัว อันเป็นประตูสู่สมาธิและความสุข ซึ่งเราสามารถเข้าถึงได้แม้ในชีวิตประจำวัน

อาบน้ำ

การอาบน้ำนอกจากจะช่วยชำระกายให้สะอาดแล้ว ยังสามารถชำระใจให้แจ่มใสได้ด้วย หากเรามีสติอยู่กับการอาบน้ำ กล่าวคือไม่ปล่อยใจลอย หรือหาเรื่องต่าง ๆ มาคิดครุ่นขณะอาบน้ำ จิตรับรู้อยู่กับการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่ว่าถูสบู่ ขัดคราบไคล หรือเช็ดตัว ก็รับรู้อย่างต่อเนื่อง หากจะเผลอคิดไป ก็รู้เท่าทันความคิด และปล่อยวางได้

สำหรับคนส่วนใหญ่ การอาบน้ำเป็นช่วงที่ร่างกายและจิตใจกำลังผ่อนคลาย จึงมักปล่อยใจลอย จะไปไหนก็สุดแท้แต่ใจอยากจะไป แต่บ่อยครั้งใจกลับไปจมจ่อมอยู่กับความทุกข์ในอดีตหรือความกังวลกับอนาคต หาไม่ก็คิดถึงการงานอันชวนให้เครียด ทำให้ไม่มีโอกาสได้ผ่อนคลายในช่วงเวลาที่น่าจะสบาย ใช่แต่เวลาอาบน้ำเท่านั้น ใจที่ชอบฟุ้งซ่านยังหาเรื่องเครียดมาใส่ตัวตลอดทั้งวัน จนกินไม่ได้นอนไม่หลับก็มี แม้แต่เที่ยวก็ยังเที่ยวไม่สนุก เพราะหาเรื่องต่าง ๆ มาครุ่นคิด

เป็นธรรมดาของใจที่ชอบฟุ้งซ่าน แต่ปัญหาจะไม่เกิดหากใจมีสติรู้เท่าทันความฟุ้งซ่าน สติยิ่งไวเท่าไร ใจก็ยิ่งฟุ้งซ่านน้อยลง และอยู่เป็นที่เป็นทางมากขึ้น แต่สติจะว่องไวได้ก็เพราะผ่านการฝึก เราสามารถฝึกใจให้มีสติว่องไวได้ในทุกโอกาส ไม่จำต้องรอเข้าคอร์สกรรมฐาน ไม่ว่าจะทำอะไรในชีวิตประจำวันก็เป็นโอกาสฝึกสติได้ทั้งสิ้น

หลายคนบ่นว่าไม่มีเวลาทำสมาธิ เข้ากรรมฐาน แต่ลืมไปว่าช่วงเวลาที่อยู่ในห้องน้ำ เป็นโอกาสดีสำหรับการฝึกสติ วันหนึ่ง ๆ เราใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำไม่น้อยกว่า ๑ ชั่วโมง นอกจากการอาบน้ำแล้ว ยังต้องถูฟันและขับถ่าย หากทำกิจวัตรเหล่านี้อย่างมีสติ (ช่วงขับถ่ายอาจใช้วิธีน้อมจิตอยู่กับลมหายใจ) ทั้งนี้โดยถือหลักง่าย ๆ ว่ากายอยู่ไหน ใจอยู่นั่น ปีหนึ่ง ๆ ก็เท่ากับว่าได้ปฏิบัติธรรมถึง ๑๕ วันเต็ม (๓๖๕ ชั่วโมง)โดยยังไม่ได้เข้าคอร์สกรรมฐานด้วยซ้ำ


กินอาหาร

เช่นเดียวกับการหายใจ การกินเป็นประโยชน์ทั้งต่อร่างกายและจิตใจ ประโยชน์นั้นไม่ได้อยู่ที่ว่าเรากินอะไร หรือเท่าไร หากยังขึ้นอยู่กับว่าเรากินอย่างไรด้วย

การกินที่ถูกต้องนอกจากจะเป็นการบำรุงร่างกายแล้ว ยังสามารถบำรุงใจได้ด้วย การกินที่ถูกต้อง นอกจากจะหมายถึงการกินอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ในปริมาณที่เหมาะสมแล้ว ยังรวมถึงการกินอย่างมีสติ กล่าวคือรู้เท่าทันความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ไม่ปล่อยใจลอยไปกับความคิดต่าง ๆ จนลืมไปว่ากินอะไรไปแล้วบ้าง หรือกำลังกินอะไรอยู่ ขณะที่กิน ใจก็อยู่กับกินหรือการเคี้ยวอาหาร แต่ไม่ถึงกับเพ่งหรือจดจ่อกับการเคี้ยว จนไม่รู้ว่ากำลังตักอะไรเข้าปาก ขณะเดียวกันก็ไม่หงุดหงิดกับใจที่ชอบออกนอกตัว เพราะเป็นธรรมดาของใจที่ชอบฟุ้งโดยเฉพาะในยามนี้

ใช่แต่ความคิดเท่านั้นที่ทำให้เราขาดสติ อารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ก็ทำให้เราเผลอบ่อย ๆ โดยเฉพาะความเพลิดเพลินในรสชาติของอาหาร หลายคนกินเอา ๆ โดยไม่ทันเคี้ยวให้ละเอียดก็เพราะลืมตัวไปกับความเอร็ดอร่อยของอาหารนั่นเอง การกินอาหารอย่างมีสติไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธรสชาติของอาหาร แต่หมายความว่าเมื่ออาหารอร่อย ก็รู้ว่าอร่อย แต่ไม่เพลิดเพลินดื่มด่ำกับมันจนลืมตัว ยังคงกินด้วยความรู้ตัว เรียกว่ากินอย่างเป็นนายของอาหาร มิใช่เป็นทาสของอาหาร

ในทางตรงข้าม หากอาหารไม่อร่อย ไม่น่าดู ก็หาได้รังเกียจไม่ แม้จะมีความรู้สึกดังกล่าวเกิดขึ้น ก็รู้ว่ามีอยู่ แต่ไม่ปล่อยให้มันครอบงำใจ จนกินด้วยความทุกข์

หากจำเป็นจะต้องคุยกับใคร ก็คุยอย่างมีสติ ไม่เพลินหรือเครียดกับการคุย จนไม่รู้ว่ากำลังกินอะไรหรือตักอะไรใส่ปาก แต่ถ้าไม่มีใครมาคุยด้วย ก็ไม่ควรหาอะไรอย่างอื่นมาทำขณะที่กำลังกินอาหาร เช่น อ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ หรือคุยโทรศัพท์ การทำอะไรหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน แม้มุ่งหวังจะใช้เวลาให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ แต่อาจลงเอยด้วยการทำอะไรไม่ได้ดีสักอย่างเดียว ได้แต่ปริมาณ แต่ขาดคุณภาพ ที่สำคัญก็คือบั่นทอนจิตใจ ทำให้เป็นคนมีสมาธิหรือสติได้ยาก

การกินอย่างมีสติ จะช่วยให้เรากินอาหารในปริมาณที่เหมาะสม ไม่กินมากเกินไปเพราะหลงในรสชาติ จนเกิดอันตรายแก่ร่างกาย ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เราเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ ไม่กินตามใจปากทั้ง ๆ ที่เป็นโทษ สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เรากินอย่างมีสติได้ก็คือ การตระหนักถึงจุดมุ่งหมายที่ถูกต้องของการกินอาหาร กล่าวคือ กินเพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพดี สามารถทำประโยชน์ให้แก่ตนเองและผู้อื่นได้ เป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้งอกงามสูงส่งขึ้น ซึ่งตรงข้ามกับการกินเพื่อรสชาติหรือเสริมทรง เพื่อหน้าตาหรืออวดมั่งอวดมี การกินในลักษณะหลังนอกจากจะเป็นโทษแก่ร่างกาย สิ้นเปลืองเงินทองแล้ว ยังเป็นการบ่มเพาะกิเลสหรือความหลงให้แก่จิตใจ ซึ่งชักนำความทุกข์มาให้ในที่สุด

ด้วยเหตุนี้ก่อนกินอาหาร เราจึงควรเตือนใจอยู่เสมอว่า กินเพื่ออะไร หรือกินอย่างไรจึงจะทำให้ชีวิตเจริญงอกงาม ขณะเดียวกันก็พึงระลึกถึงบุญคุณของผู้ที่ทำให้เรามีอาหารกินในวันนี้ รวมถึงสรรพชีวิตที่กลายมาเป็นอาหารของเรา การใช้ชีวิตไปในทางที่เป็นกุศล หมั่นทำความดีอยู่เสมอ เป็นวิธีหนึ่งที่จะตอบแทนบุญคุณของเขาเหล่านั้นได้

เดินทาง

การเดินทางไปทำงานนับวันจะสร้างความทุกข์มากขึ้นให้แก่ผู้คน เพราะจราจรที่แน่นขนัดและระยะทางที่ไกลขึ้น ทำให้ต้องใช้เวลานานขึ้น แต่จะไม่ดีกว่าหรือหากเราเปลี่ยน “ปัญหา” ให้เป็น “โอกาส”

แทนที่จะปล่อยใจให้ทุกข์หรือเครียดระหว่างเดินทาง หากคุณเป็นผู้โดยสาร ควรใช้โอกาสนี้พาใจมาพักอยู่กับลมหายใจ หลับตา ยิ้มน้อย ๆ แล้วมารับรู้ถึงสัมผัสของลมหายใจที่ปลายจมูก หรือจะตามลมหายใจเข้าจนสุดและตามลมหายใจออกจนถึงปลายจมูกก็ได้ ทำไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ ใจจะฟุ้งไปบ้างก็ไม่เป็นไร รู้ตัวว่าเผลอเมื่อไร ก็พาใจกลับมาอยู่ที่ลมหายใจ

อีกวิธีหนึ่งก็คือให้มีสติอยู่กับการคลึงนิ้ว ไม่ต้องถึงกับปักใจจดจ่ออยู่กับนิ้วทั้งสอง แค่รู้สึกเบา ๆ ถึงสัมผัสของนิ้วทั้งสองก็พอ วิธีนี้ไม่ต้องหลับตาก็ได้ จะมองออกไปนอกหน้าต่างบ้าง ก็ไม่เป็นไร ในยามที่ใจฟุ้งออกไปยังอดีตหรืออนาคต สัมผัสเบา ๆ ของนิ้วที่คลึงนั้นจะช่วยเตือนใจให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน นอกจากจะได้พักใจแล้ว ยังเป็นการฝึกสติให้ระลึกรู้และรู้สึกตัวได้ไวขึ้น

ทั้งสองวิธีนี้เหมาะสำหรับการเดินทางทั้งระยะสั้นและระยะไกล แต่สำหรับผู้ที่ขับขี่ยวดยาน การมีสติในการขับรถเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งรวมถึงการรู้ทันอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นขณะขับรถ โดยเฉพาะความเครียดและความหงุดหงิด เวลาติดไฟแดง ไม่ควรปล่อยใจให้หงุดหงิดเพิ่มขึ้น ควรหาประโยชน์จากสัญญาณไฟแดง โดยถือว่านี้เป็นสัญญาณเตือนใจให้หยุดฟุ้งซ่านและปล่อยวางความหงุดหงิดเสีย ที พร้อมกันนั้นก็พาใจกลับมาอยู่กับลมหายใจ หากทำเช่นนี้ได้ สัญญาณไฟแดงจะนานเท่าไรก็ไม่เป็นทุกข์

ทำงาน

การทำงานสามารถเป็นการปฏิบัติธรรมได้ตลอดเวลา หากเราทำด้วยแรงจูงใจที่เป็นกุศล เช่น ทำเพื่อเกื้อกูลผู้อื่น หรือเพื่อฝึกฝนพัฒนาตน โดยมุ่งให้มีความเห็นแก่ตัวน้อยลง อดทนมากขึ้น หรือทำโดยมีธรรมะเข้ามากำกับ เช่น ทำด้วยความซื่อสัตย์ รับผิดชอบต่อหน้าที่ หรือทำด้วยความปรารถนาดีต่อส่วนรวม

เมื่อถึงที่ทำงาน ก่อนเริ่มงานควรหาเวลาทำใจให้สงบสักครู่ อยู่กับลมหายใจสักพัก แล้วตั้งจิตเตือนใจนึกถึงธรรมะที่ต้องการน้อมนำมาปฏิบัติ หรือย้ำเตือนตนเองว่าจะทำงานด้วยความเพียร ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค พร้อมเปิดใจรับฟังคำวิจารณ์หรือความเห็นที่ต่างจากตน เป็นต้น การตั้งจิตมั่นดังกล่าว คือความหมายที่แท้จริงของคำว่า “อธิษฐาน” (ซึ่งไม่ได้แปลว่าการขอจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างที่เข้าใจกัน) การเริ่มงานด้วยการอธิษฐานในความหมายดังกล่าว จะช่วยเตือนใจไม่ให้เราพลัดเข้าไปในอารมณ์อกุศลที่บั่นทอนจิตใจและการงาน

การงานยังเป็นโอกาสสำหรับการเจริญสติ โดยเฉพาะงานการที่ไม่ต้องใช้ความคิดมาก เช่น ล้างจาน ถูบ้าน ซักผ้า ในขณะที่ทำงาน ใจก็อยู่กับงาน รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของมือและอวัยวะส่วนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องไปเพ่งหรือจดจ่อแนบแน่นเกินไปนัก ถ้าจิตเผลอฟุ้งปรุงแต่งไปนอกตัว ระลึกรู้เมื่อใดก็พาจิตกลับมาอยู่กับงาน จิตจะฟุ้งไปเท่าไร ก็ไม่รำคาญหงุดหงิด แต่ถึงหงุดหงิดก็รู้ว่าหงุดหงิด ไม่ปรุงแต่งมากไปกว่านั้น

แม้เป็นงานที่ต้องใช้ความคิด ก็ยังควรเอาสติมาใช้กับงานอยู่นั่นเอง เช่น คิดเรื่องอะไร ก็ให้สติกำกับใจอยู่กับเรื่องนั้น หากเผลอไปคิดเรื่องอื่น ก็ให้สติพาใจกลับมาอยู่กับเรื่องเดิมจนกว่าจะแล้วเสร็จ หากย้ำคิดย้ำครุ่นไม่ยอมเลิก สติก็จะช่วยให้ปล่อยวางได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญก็คือไม่ว่าจะทำอะไร อย่าปล่อยใจไปพะวงกับเรื่องข้างหน้า ว่าเมื่อไรจะเสร็จ เสร็จแล้วจะเป็นอย่างไร หรือติดสะดุดกับเรื่องราวในอดีต ควรมีสติรู้อาการดังกล่าว แล้วพาใจกลับมาอยู่กับงานที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน ใจที่มัวพะวงกับอดีตหรืออนาคต จะทำงานด้วยความเครียด ส่วนใจที่อยู่กับปัจจุบันโดยมีสติเป็นเครื่องกำกับ จะทำงานด้วยความผ่อนคลาย โปร่งเบามากกว่า เพราะจิตไม่มีเรื่องหนักใจให้ต้องแบก

การทำงานยังสามารถเป็นการปฏิบัติธรรมได้หากรู้จักใช้งานเป็นเครื่องขัดเกลา หรือลดละอัตตา เช่น ทำงานโดยคิดถึงประโยชน์ของผู้อื่นมากกว่าของตัวเอง หรือฝึกใจไม่ให้หวั่นไหวต่อคำสรรเสริญและคำตำหนิ ความสำเร็จและความล้มเหลว เมื่อใดที่ถูกวิจารณ์ ก็ถือว่าเป็นของดีที่มาช่วยสยบอัตตาไม่ให้เหลิง หรือทดสอบสติว่าจะมาทันการหรือไม่ หากเผลอโกรธ ก็ถือว่าสอบตก แต่ก็ยังสามารถแก้ตัวใหม่ได้เสมอ

ใช้เทคโนโลยี

ทุกวันนี้เทคโนโลยีเข้ามาพัวพันกับชีวิตของเราจนแยกไม่ออก บ่อยครั้งมันกลายมาเป็นนายของเรา นอกจากจะขาดมันไม่ได้แล้ว มันยังเข้ามาบงการชีวิตและถึงกับบั่นทอนจิตใจ รวมทั้งสร้างนิสัยที่ไม่ดีกับเรา เช่น ใจร้อน คอยไม่เป็น ทุกครั้งที่เสียงโทรศัพท์ดัง ใช่หรือไม่ว่า เรามักผลุนผลันรีบไปรับทันที ราวกับถูกมันบัญชา

อย่าให้เสียงโทรศัพท์ฉุดกระชากสติของเราไป ทุกครั้งที่เสียงโทรศัพท์ดัง ให้ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนใจให้เรามีสติ นิ่งสักพัก รับรู้ลมหายใจเข้าและออกสักครู่ แล้วจึงค่อย ๆ เดินไปรับโทรศัพท์ด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะเดียวกันก็ตั้งจิตว่าจะรักษาใจให้สงบไม่ว่าจะได้ยินข่าวดีหรือข่าวร้าย ถูกใจหรือไม่ถูกใจก็ตาม และจะพูดแต่สิ่งที่ดี มีประโยชน์ และเป็นความจริง ไม่พูดไปตามอารมณ์หรือลุแก่โทสะ

กับเทคโนโลยีอย่างอื่นก็เช่นกัน เมื่อเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ขณะที่เครื่องกำลังบู้ทอยู่ ไม่ว่าจะนานแค่ไหน ก็ไม่กระสับกระส่ายหรือหงุดหงิด ระหว่างที่คอยก็น้อมจิตมาอยู่กับลมหายใจ ถือเป็นโอกาสเจริญสติไปในตัว พร้อมกันนั้นก็ตั้งจิตว่าจะใช้คอมพิวเตอร์เพื่อเพิ่มพูนความรู้ และสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน แม้จะใช้เพื่อความบันเทิง แต่ก็มิได้มุ่งสนองตัณหาอารมณ์ดิบ หรือเพื่อทำร้ายกลั่นแกล้งผู้อื่น

นอกจากจะใช้อย่างไรแล้ว ใช้เท่าไร ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ไม่ว่าคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ โทรทัศน์ เครื่องเล่นเพลง วีดีโอเกม ควรมีสติในการใช้เพื่อให้พอดี ไม่ลุ่มหลงกับมันจนกลายเป็นเสพติด สิ้นเปลืองเงินทอง หรือเสียงานการ บั่นทอนร่างกาย จิตใจ และความสัมพันธ์กับผู้อื่น การกำหนดระยะเวลาในการใช้อย่างพอเหมาะพอสมเป็นวิธีฝึกตนให้มีวินัย ฝึกใจให้รู้จักอดกลั้นและปล่อยวางได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะช่วยให้จิตมีพลังเข้มแข็งสามารถทำสิ่งยาก ๆ ได้

เที่ยวธรรมชาติ

ป่าเขาลำเนาไพรและชายทะเลเป็นสถานที่ที่สามารถโน้มใจเราให้เข้าถึงความสงบ ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเมื่ออุตส่าห์เดินทางไกลมาถึงเพียงนี้แล้ว ควรเปิดใจสัมผัสกับธรรมชาติอย่างเต็มที่ แทนที่จะกรอกหูด้วยเสียงเพลงจากเครื่องเล่นนานาชนิด ลองอยู่กับความเงียบสงัดของธรรมชาติดูบ้าง ปิดโทรศัพท์มือถือ แล้วหันมาชื่นชมดอกไม้ ลำห้วย หมู่เมฆ ท้องทะเล และเสียงนกร้อง เราจะพบว่าจิตใจจะค่อย ๆสงบลง เสียงอื้ออึงจากความคิดอันฟุ้งซ่านจะคลายไป แล้วความสุขอันประณีตจะเริ่มเข้ามาแทนที่ เป็นความสุขจากความสงบ หาใช่ความสุขจากความสนุกตื่นเต้นอย่างที่เคยรู้จัก

ในบรรยากาศเช่นนี้ ควรมีเวลาปลีกตัวมาอยู่คนเดียว หาที่ที่สงบแล้วน้อมจิตมาอยู่กับลมหายใจ รับรู้ถึงสัมผัสของลมที่มากระทบตัว และได้ยินเสียงร้องของสรรพสัตว์ แต่ก็สักแต่ว่ารับรู้และได้ยิน ไม่ปรุงแต่งหรือจินตนาการฟุ้งไกล จิตยังคงอยู่กับลมหายใจอย่างต่อเนื่อง ทีละน้อย ๆ ธรรมชาติภายในจะปรากฏเด่นชัดต่อการรับรู้ของเรา ไม่ว่าความคิดหรืออารมณ์ความรู้สึกทั้งบวกและลบ อารมณ์ฝ่ายบวกเกิดขึ้นก็ไม่เข้าไปคลอเคลียหรือหมายครอบครอง อารมณ์ฝ่ายลบเกิดขึ้นก็ไม่รังเกียจหรือคิดผลักไส รับรู้ตามที่มันเป็น โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง แล้วความจริงของธรรมชาติภายในจะเปิดเผยแก่เราเป็นลำดับ

ธรรมชาติภายนอกนั้น หากเปิดใจรับรู้อย่างมีสติ ย่อมช่วยให้เราเข้าถึงธรรมชาติภายในได้ง่ายขึ้น ไม่เพียงความสงบเท่านั้น หากปัญญายังบังเกิดขึ้นด้วย เกิดขึ้นทั้งจากการหยั่งเห็นธรรมชาติภายใน และจากธรรมชาติภายนอก ต้นไม้ ก้อนหิน ท้องฟ้า หมู่เมฆ และสรรพสัตว์ สามารถสอนธรรมแก่เราได้ หากรู้จักมองด้วยใจที่สงบ อันที่จริงธรรมชาตินั้นแสดงธรรมแก่เราตลอดเวลา ทั้งสัจธรรมของโลกและคติธรรมในการดำเนินชีวิต เป็นแต่ใจเราไม่ว่างพอที่จะรับรู้ธรรมะเหล่านั้น เนื่องจากมัวสนุกสนานเฮฮา เกาะกลุ่มพูดคุย หรือครุ่นคิดกังวลตลอดเวลา

ไปเที่ยวธรรมชาติทั้งที นอกจากพักผ่อนกายแล้ว ควรให้ใจได้พักและประสบกับความสงบด้วย ดียิ่งกว่านั้นก็คือใจสว่างขึ้นเพราะเกิดปัญญา

ก่อนนอน

หลังจากทำงานมาทั้งวัน เวลานอนควรเป็นเวลาพักผ่อนทั้งกายและใจของเราอย่างแท้จริง อย่าปล่อยให้งานการและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่พานพบมาตลอดวัน ตามมารบกวนเรากระทั่งในยามหลับ จนกลายเป็นฝันร้ายหรือนอนไม่หลับกระสับกระส่ายไปทั้งคืน

ก่อนนอนนอกจากอาบน้ำชำระเหงื่อไคลออกไปจากร่างกายแล้ว ควรหาเวลาชำระจิตให้ปลอดพ้นจากเรื่องกังวลใจด้วย โดยการนั่งสมาธิ ทำใจให้สงบ มีลมหายใจเข้าและออกเป็นที่พักพิงของจิต ไม่ว่าความรู้สึกนึกคิดใด ๆ จะผุดขึ้นมา ก็รู้แล้ววางเสีย มีสติรู้ตัวอย่างต่อเนื่อง แต่หากมีเรื่องรบกวนจิตใจมาก ก็ลองหางานอื่นให้จิตทำก่อน เช่น สวดมนต์ เมื่อความฟุ้งซ่านลดลงแล้ว จึงค่อยมานั่งสมาธิก็ได้

การเตรียมใจอีกอย่างหนึ่งที่ควรทำก่อนนอน ก็คือเตือนใจว่าชีวิตของเรานั้นไม่เที่ยง สักวันหนึ่งเราก็ต้องจากโลกนี้ไป วันนั้นจะมาถึงเมื่อไร เรามิอาจรู้ได้ อาจเป็นปีหน้า เดือนหน้า สัปดาห์หน้า หรือวันพรุ่งนี้ก็ได้ ใครจะไปรู้คืนนี้อาจเป็นคืนสุดท้ายของเรา เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงควรถามใจตนเองว่าเราพร้อมที่จะไปจากโลกนี้หรือยังหากวันนั้นมาถึง หากยังไม่พร้อม เพราะยังห่วงผู้คนและติดยึดสิ่งต่าง ๆ มากมาย เราควรใช้ช่วงเวลาก่อนนอนนี้ฝึกใจปล่อยวางผู้คนและสิ่งต่าง ๆ เสมือนว่าคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายของเรา ใหม่ ๆ อาจทำได้ยาก แต่เมื่อทำบ่อย ๆ ก็จะปล่อยวางได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันหากมีสิ่งใดที่ยังปล่อยวางได้ยาก เพราะยังจัดการไม่แล้วเสร็จ หรือยังมีภารกิจสำคัญบางอย่างที่ยังค้างคาอยู่ ก็ควรตั้งใจว่าหากพรุ่งนี้ยังมีชีวิตอยู่ต่อไป จะเร่งรีบทำสิ่งนั้นให้แล้วเสร็จ แต่อย่าเผลอหมกมุ่นกับเรื่องนั้นจนนอนไม่หลับ ปล่อยให้เป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้

สุดท้ายก็ควรแผ่บุญกุศลและความปรารถนาดีไปให้แก่ผู้มีบุญคุณกับเรา ไม่จำเพาะพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ หรือผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ควรรวมไปถึงมิตรสหาย เพื่อนร่วมงาน ไปจนถึงผู้ที่มีสถานะต่ำกว่าเรา ทั้งโดยวัย ความรู้ หรือการงาน รวมทั้งแผ่ไปยังสรรพชีวิตที่ช่วยเหลือเกื้อกูลให้เรามีชีวิตได้อย่างผาสุก สวัสดีนอกจากนั้นควรแผ่เมตตาไปยังคู่กรณีหรือผู้ที่ทำความขุ่นข้องหมองใจแก่ เรา ไม่ว่าเป็นคนใกล้หรือไกล ขอให้เขาเหล่านั้นมีความสุข ปลอดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

เมตตาที่ปลุกขึ้นมาในใจ จะช่วยดับความเร่าร้อนในจิตใจ ระงับความโกรธเกลียดที่ติดค้างมาตลอดวัน ช่วยให้เราสงบเย็นและสามารถหลับได้อย่างมีความสุข พร้อมจะตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ด้วยกายที่สดชื่นและใจที่แจ่มใส

ที่มา http://www.budnet.info/webb0ard/view.php?category=textc&wb_id=66

ปัญญาจากหมาขี้เรื้อน

posted on 13 Sep 2008 21:08 by bidvertiser  in Dhama
ปัญญาจากหมาขี้เรื้อนปัญญาจากหมาขี้เรื้อน

ลูกชายนักธุรกิจใหญ่มีชื่อเสียงระดับประเทศคนหนึ่ง

เพิ่งสำเร็จการศึกษากลับมาจากเมืองนอก

ยังไม่ทันทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

ก็ถูกผู้เป็นแม่ขอร้องให้บวชเรียนเสียก่อน



เพื่อเห็นแก่แม่..

บัณฑิตใหม่หมาดจากเมืองนอกจึงบวชอย่างเสียไม่ได้

เมื่อบวชที่วัดใหญ่ในกรุงเทพฯแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว

ผู้เป็นแม่จึงพาไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับ

พระวิปัสสนาจารย์รูปหนึ่งที่วัดป่าแถวภาคอีสาน



พระหนุ่มการศึกษาสูงมาจากตระกูลผู้ดี

มีแต่ความสุขสบายเมื่อมาอยู่วัดป่า

กว่าจะปรับตัวได้จึงใช้เวลานานเป็นแรมเดือน



แต่ก็นั่นแหละกว่าจะ'นิ่ง'

ก็ทำเอาพระร่วมวัดหลายรูปพลอยอิดหนาระอาใจไปตามๆกัน



ปัญหาที่ทำให้พระทั้งวัดเหนื่อยหน่ายจนนึกระอาก็เพราะ

พระใหม่มีนิสัยชอบจับผิดและชอบอวดรู้

ยกหู ชูหางตัวเองอยู่เป็นประจำ



วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่า

ไม่ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน

ออกบิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง

เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้า

ก็วิพากษ์วิจารณ์เสียเป็นการใหญ่หาว่า

ล้าสมัยไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี



ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์เย็นก็บ่นว่า

ท่านรองเจ้าอาวาสทำวัตรนานเหลือเกิน

กว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็นั่งจนขาเป็นเหน็บชา



ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำเข้าบ้าง

ก็ทำท่าจะล้างอย่างขอไปที

ล้างไปบ่นไปประเภทตูจบปริญญาโทมาจากเมือง

นอกต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้



โอ้ชีวิต!ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจสิ่งนั้นสิ่งนี้

ถือดีว่าตัวเองมีชาติตระกูลสูง

มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น

ผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนทั้งหมด



มองตัวเองเปรียบกับพระรูปอื่นแล้วช่างรู้สึกว่า

ตัวเองเหนือกว่าทุกประตู

นึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจกลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่

ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทินนับถอยหลัง

รอวันสึกด้วยใจจดจ่อ



อยู่มาได้พักใหญ่พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็นว่า

ท่านเจ้าอาวาสวัดป่าแห่งนี้ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา

ซ้ำนานๆครั้งจะออกมาให้โอวาทกับลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง



วันๆไม่เห็นท่านทำอะไรเอาแต่กวาดใบไม้ เก็บขยะ ซักผ้าเอง

(เณรน้อยก็มีไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน

การบริหารวัดก็มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคนจัดการไปเสียทุกอย่าง



เห็นแล้วเลยนึกร้อนวิชาเสนอให้ปรับ

โน่นลดนี่สารพัดที่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้าท่าล้าสมัย

รวมทั้งให้เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วย



อีกข้อหนึ่งเพราะตนเห็นว่ายุคสมัยก้าวไกลมามากแล้ว

ไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขาให้คนอื่นเขาดูถูก

อีกหนึ่งในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้น

พระใหม่เสนอให้หลวงพ่อเจ้าอาวาส

มีปฏิสัมพันธ์กับพระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้

สอนให้มากขึ้นเทศน์ให้มากขึ้น



และแนะนำว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทำงาน

อย่างการซักจีวรเองเป็นต้นด้วยตนเอง

ควรจะกระจายอำนาจมอบงานให้คนอื่นทำดีกว่า



เย็นวันนั้นเป็นวันพระสิบห้าค่ำ

หลวงพ่อเจ้าอาวาสมานั่งทำวัตรที่โบสถ์ธรรมชาติกลางลานทราด้วย

ท่านไม่ลืมที่จะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่าน

ให้พระหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายฟัง

แต่ท่านไม่บอกว่าพระรูปไหนเป็นคนเขียน



อ่านจบแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตาพลางหยิบไมโครโฟนขึ้นมา

แล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลาย ดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง

ที่นอนอยู่ใต้ม้าหินอ่อนตัวหนึ่งใต้ต้นอโศกที่อยู่ใกล้ๆ



"เธอทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวนั้นหรือไม่

เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็นขี้เรื้อนคันไปทั้งตัว

ฉันเห็นมันวิ่งวุ่นไปมาทั้งวัน เดี๋ยวก็วิ่งไปนอนตรงนั้น

เดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้อยู่ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้นานเพราะมันคัน



แต่พวกเธอรู้ไหม

เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันไปนอนที่ไหน

มันก็นึกด่าสถานที่นั้นอยู่ในใจหาว่า

แต่ละที่ไม่ได้ดั่งใจตัวเองสักอย่าง

นอนที่ไหนก็ไม่หายคัน สถานที่เหล่านั้นช่างสกปรกสิ้นดี



คิดอย่างนี้แล้วมันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม่คัน

แต่หาเท่าไหร่มันก็หาไม่พบสักที

เลยต้องวิ่งไปทางนี้ทางโน้นอยู่ทั้ง



วันเจ้าหมาโง่ตัวนั้นมันหารู้สักนิดไม่ว่า

เจ้าสาเหตุแห่งอาการคันนั้น

หาใช่เกิดจากสถานที่เหล่านั้นแต่อย่างใดไม่



แต่สาเหตุแห่งอาการคันอยู่ที่โรคของตัวมันเองนั่นต่างหาก"



พูดจบแล้วหลวงพ่อก็วางไมโครโฟนลงเป็นสัญญาณให้รู้ว่า

ได้เวลาภาวนาหลังการทำวัตรสวดมนต์เย็นแล้ว





ขณะที่ทุกรูปนั่งหลับตาภาวนาอย่างสงบนั้น ในใจของพระใหม่กลับร้อนเร่าผิดปกตินอกสงบแต่ในวุ่นวาย นึกอย่างไรก็มองเห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อนที่หลวงพ่อชี้ให้ดู



ยิ่งนั่งสมาธินานๆ ยิ่งคันคะเยอในหัวใจทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง



นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาพระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน



จากคนพูดมากกลายเป็นคนพูดน้อย



จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน



จากคนที่ชอบจับผิดคนอื่นกลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัวเอง



แม้เมื่อออกพรรษาแล้วโยมแม่มาขอให้ลาสิกขาเพื่อกลับไปสืบต่อธุรกิจจากครอบครัว ท่านก็ยังไม่ยอมสึก



"อาตมาเป็นหมาขี้เรื้อนขออยู่รักษาโรค

จนกว่าจะหายคันกับครูบาอาจารย์ที่นี่อีกสักหนึ่งพรรษา"



โยมแม่ได้ฟังแล้วก็ได้แต่ยกมืออนุโมทนาสาธุการกราบลาพระลูกชาย แล้วก็เดินออกจากวัดไปขึ้นรถพลางนึกถามตัวเองอยู่ในใจว่าคำว่า "หมาขี้เรื้อน" ของพระลูกชายหมายความว่าอย่างไรกันแน่

ที่มา : http://www.ngcspice.com/webboard.php?id=407290&ca

"ธรรมะ ทำให้หนูเป็นคนดีมีสติธรรมะทำให้หนู ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักขโมยของ ไม่พูดปด ไม่เสพสิ่งเสพติด และธรรมะยังช่วยทำให้หนูจิตใจสงบ และเข้าใจตัวเองและเข้าใจโลกมากขึ้น"

เสียงเล็กๆและเรียบง่ายของกลุ่มเยาวชนในภาคเหนือ ที่กำลังเข้าสู่วิถีธรรมอันเงียบสงบในโครงการ "ค่ายธรรมะเพื่อน้อง" (ที่ได้รับผลกระทบจากเชื้อเอชไอวี/เอดส์) ของ มูลนิธิรักษ์ไทยกำลังเบ่งบานเหมือนดอกบัว ที่เริ่มผลิใบแรกแย้มด้วยความ เงียบสงบใต้เรือนไม้อันร่มเย็นภายในอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จ.เชียงใหม่

 

"ครูแอน" สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ ทูตมูลนิธิรักษ์ไทย และครู วิทยากรเล่าถึงจุดริเริ่มของค่ายธรรมะแห่งนี้ว่า หลังจากที่ได้เข้าไปเยี่ยม น้องๆ ผู้ได้รับผลกระทบจากเชื้อเอชไอวี ที่พะเยา และเชียงใหม่แล้ว รู้สึก ว่าเด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ต่างกับเด็กธรรมดาทั่วไป เพียงแต่ในใจเขาต้องการ ความรัก ความอบอุ่นเป็นอย่างมาก
" ธรรมะเป็นสิ่งที่สามารถยึดเหนี่ยวจิตใจของเด็กๆ ให้เขาได้รู้ว่าตัวเองยังมี คุณค่าต่อสังคม และสังคมยังไม่ทอดทิ้งเขา และค่ายธรรมะนี้เองจะช่วยให้พวก เขาเข้าถึงหลักธรรมแห่งพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น และที่สำคัญยังเป็นการหล่อ หลอมจิตใจของเด็กๆ ให้มีความอ่อนโยน ละเอียดอ่อน รู้จักบาปบุญคุณโทษ มีหิริ โอตัปปะ มีการควบคุมสภาวะทางจิตและอารมณ์ที่เป็นส่วนสำคัญของการดำเนินชีวิต ในสังคมปัจจุบัน อีกทั้งยังช่วยให้เด็กๆ รู้จักที่จะอยู่กับตัวเองมาก ขึ้น แม้สภาพร่างกายจะอ่อนแอจากโรคร้าย แต่ถ้าเด็กๆ มีจิตใจเข้มแข็ง ก็ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ทัดเทียมเช่นเด็กธรรมดาทั่วไป" แอนพูดอย่างเข้า ใจปัญหา

 

 "ค่ายธรรมะเพื่อน้อง" เริ่มก่อตั้งขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างมูลนิธิรักษ์ไทยและยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย โดยการสนับสนุนจาก พระศรีศาสนวงศ์(ท่านเจ้าคุณมีชัย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอรุณฯ ธนาคาร แห่งประเทศไทยและวุฒิศักดิ์คลีนิค เล็งเห็นถึงธรรมะในตัวเยาวชน โดยเน้นที่ จะจัดค่ายธรรมะกับกลุ่มเยาวชนที่ติดเชื้อและได้รับผลกระทบทางภาคเหนือ จำนวน 60 คน

อ.ละเอียดพรหมสาขา ณ สกลนคร จากยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศ ไทยวิทยากรผู้นำการฝึกปฏิบัติ บอกถึงกิจกรรมส่วนใหญ่ว่าเน้นการปฏิบัติธรรม และวิปัสสนากรรมฐาน อาทิ การเจริญสติด้วยการยืน เดิน นั่ง นอน และรับประทาน อาหาร ซึ่งถือเป็นฐานของชีวิตที่เด็กๆ จะได้นำความรู้ติดตัวไปใช้ในชีวิต ประจำวัน
" อย่างกิจกรรมเจริญสติที่เด็กๆ ต้องระลึกอยู่เสมอว่าขณะนี้เขากำลังทำ อะไร อย่างไร ทำไม เพื่ออะไร และรู้สึกอย่างไร จะทำให้เขามีสติอยู่กับตัว เองตลอดเวลา ทำให้รู้สึกไม่เหงา ไม่โดดเดี่ยวหรือว้าเหว่ ส่งผลให้เด็กไม่ ก้าวร้าวและรู้จักมอบความรัก เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และไม่ทำให้ผู้อื่นเดือด ร้อน หลักธรรมดังกล่าวเป็นข้อปฏิบัติง่ายๆ ที่เด็กๆ ควรมีโอกาสเรียนรู้และ เข้าถึง ช่วยส่งเสริมจิตใจของเด็กๆ ได้ดี และสามารถแก้ปัญหาต่างๆได้ด้วย ธรรมะในใจเรา" สุดท้ายนี้อาจารย์ฝากข้อคิดว่า
"การปฏิบัติธรรมสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา เพราะห้องปฏิบัติธรรมที่เงียบและสงบที่สุดอยู่ที่หัวใจของเราเอง"
น้องเอหนึ่งในเยาวชนที่ร่วมโครงการเล่าถึงความรู้สึกตลอดเวลา3 วัน 2 คืนว่า
" ก่อนหน้าที่จะมาเข้าค่ายธรรมะ ไม่ค่อยมีเพื่อนเลย หนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมทั้งที่บ้าน และที่โรงเรียนเอง จะมีเพื่อนก็ตอนไปรับยาที่โรงพยาบาลเท่า นั้น ซึ่งพี่ๆ รักษ์ไทย ก็จะมีเกมสนุกๆ ให้เล่นตลอดเวลา มีขนมกินด้วย แต่พอ มาเข้าค่ายครั้งนี้ ทำให้หนูรู้สึกว่า ครูวิทยากร และครูพี่เลี้ยงมอบความ รัก และเอาใจใส่หนูมาก สอนให้รู้จักธรรมะ ที่แต่ก่อนตัวหนูเองก็ไม่เข้าใจ ว่ามันคืออะไร เข้าใจยากมาก แต่พอเริ่มรู้ ก็สนุกดี และจะกลับไปปฏิบัติธรรม เหมือนที่ครูวิทยากรอบรมและสอนมา"
จากเสียงเล็กๆนี้ จุดประกายความหวังว่า เยาวชนกลุ่มนี้จะมีโอกาส เข้าถึงหลักธรรมในพระพุทธศาสนา แม้จะเป็นเพียงการปฏิบัติธรรมอย่างเรียบ ง่าย และไม่นาน แต่ก็บ่งบอกถึงการเข้าใจของเด็กๆ ไม่น้อย
ร่วมบริจาคเงินเพื่อเด็กที่ติดเชื้อและได้รับผลกระทบจากเชื้อเอชไอ วี ให้มีโอกาสเข้าถึงหลักธรรมแห่งพระพุทธศาสนาได้ที่โครงการ "ค่ายธรรมะ เพื่อน้อง" ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์ มูลนิธิรักษ์ ไทย โทร.0-2265-6833, 0-2265-6852, 0-2265-6854
นับตั้งแต่ปี2538 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการระบาดของเชื้อเอชไอวีอย่าง รุนแรง ทำให้มีผู้ป่วยและเสียชีวิตจากเชื้อร้ายนี้ในภาคเหนือเป็นจำนวนมาก ส่งผลมายังกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ประสบปัญหาการติดเชื้อจากครรภ์ มารดา โดยกลุ่มดังกล่าวจะอยู่ในช่วงอายุ7-14 ปีเป็นกลุ่มเยาวชนที่กำลังเติบ โตเป็นวัยรุ่น และส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับผู้สูงอายุ เนื่องจากบิดาหรือมารดา เสียชีวิตจากเชื้อร้าย ในขณะที่ผู้ดูแลเองก็ประสบปัญหาการสื่อสารกับเด็ก เพราะช่องว่างระหว่างวัย และการที่สังคมเลือกปฏิบัติทำให้เด็กขาดความ อบอุ่น ทำให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่เข้าใจตัวเอง คิดว่าสังคมทอดทิ้งพวก เขา รู้สึกไร้คุณค่า ขาดทักษะทางด้านสังคมและโอกาสที่เด็กทั่วไปควรได้รับ ตามวัย

ที่มา:  http://www.komchadluek.net/2008/06/21/x_soc_s001_207465.php?news_id=207465

ผมนั่งมองเหรียญ 10 บาทในมือ หมุนมันไปมาทบทวนเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นกับมัน
เจ้าเหรียญน้อยเกือบไปอยู่ในมือ ผู้หญิงร่างเล็ก ขาพิการ
ที่ต้องใช้ไม้ค้ำ เดินแบมือขอเงินคนแถวนี้ พร้อมกับภาษาพูดไม่ชัด
ซึ่งจับใจความได้ว่า ” ขอเงินหน่อย ”
ผมเกือบหย่อนเหรียญลงไปในมือแล้ว
ถ้าไม่เจอ แกนั่งดูดบุหรี่ก้นกรอง ควันฉุย
พ่นควันเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ อย่างสบายใจ ตอนคนไม่มี
โดยหารู้ไม่ว่า มีใครคนนึงกำลังจะเอาเงินมาให้
พอหมดบุหรี่ แกก็ลุกขึ้น เดินไปขอตังคนแถวนี้ต่อ
เจ้าเหรียญ 10 ยังคงอยู่

มันก็เกือบไปอยู่ในขันพลาสติกใบหนึ่ง
ที่ขอทานชาย ผู้ซึ่งนอนราบกับพื้น เอามืออีกข้างเกาะพื้นแล้ว กระเสือกกระสน
เพื่อให้ไปข้างหน้าได้
เป็นที่น่าสงสารแก่คนที่ผ่านไปมา
ผมยืนลังเล อยู่พักใหญ่ เดินตามไปห่าง ตั้งใจแน่วแน่ว่า จะเอาใส่ขันใบนั้น
แต่…….

พอลับตาคน ชายร่างพิการขาขาดข้างนึง ข้างที่มีก็ มีแผลสดๆ แมลงวันตอม
เสื้อผ้ามอมแม ขาดรุ่งริ่ง
กลับรื้อกองถุงพลาสติกใบใหญ่ รื้อเอาเสื้อผ้าที่ซ่อนไว้ เอาขาเทียม
เอากระเป๋าผ้า มาใส่เศษเงิน แล้วบ่นว่า
” แม่ง ได้น้อยชิบหาย ”
หลังจากเปลี่ยนเสร็จ ก็ลุกขึ้น เดินไปถนน โบกแท๊กซี่จากไป
ปล่อยให้ คนใจบุญอย่างผม ยืนอึ้ง
คนใจบุญหลายคนยังขึ้นรถเมล์กลับเลย

เจ้าเหรียญ 10 บาท ยังคงหมุนอยู่ในมือผมอีกครั้ง
มันเกือบไปอยู่ในกล่องไม้สีดำใบนึง
ที่มีผู้หญิงผู้ชายกลุ่มหนึ่ง ในชุดเจ้าหน้าที่มูลนิธิแห่งหนึ่ง เขียนด้วยตัวอักษรภาษจีน ดูคล้ายแมลงสาป
เดินเข้ามาหาผมแล้วถามว่า
” ทำบุญโลงศพ เสริมดวง เพิ่มวันไหมครับ ”
ผมยิ้มแล้วตอบไปว่า
” ไม่ละ ทุกวันนี้ผมก้อยากตายอยู่แล้ว ”

ชายผู้นั้น ทำสีหน้าไม่พอใจ บ่นแลวจากไป
ผมมองเหรียญ 10 อีกครั้ง หมุนมันต่อไป

บางอย่างที่กำลังเคลื่อนไหวตรงหน้า ทำให้ผมตัดสินใจบางอย่างลงไป
ผมเดินไปซื้อน้ำขวดใส
ยื่นเหรียญ 10 ให้แม่ค้าน่าใส ที่ยื่นน้ำพร้อมคำหวานๆว่า ขอบคุณค่ะ
ผมยิ้มตอบ รับน้ำพร้อมหยิบหลอด 2 หลอด
เดินไปที่เด็ก 2 คน
ผมยื่นน้ำให้แล้วบอกว่า ” เอาน้องน้ำ กินซะ แล้วขวดพี่ให้ ”
เจ้าหนูมองหน้าผมอย่างสงสัย แต่ก็รับน้ำ พร้อมยกมือไหว้ขอบคุณ
แล้วเดินจากไป

ผมยืนมองเจ้าหนูทั้ง 2 คน ที่กำลังแบกถุงปุ๋ยที่บรรจุขวดพลาสติกเปล่าด้วยใจเบิกบาน
อย่างน้อยๆเจ้าหนู 2 คนนี้ ไม่ร้องขอเงินทองจากใคร
แต่ เลือกที่จะเอาสิ่งที่คนอื่นไม่ต้องการ ไปเป็นเงินให้ตนเอง
และ อย่างน้อยๆ เค้า 2 คนช่วยคนอีกหลายคนในการคัดแยกขยะ

ผมยิ้มอีกครั้ง อย่างน้อยๆ 10 บาทที่ผมเสียไปมันคุ้มค่าจริงๆ

ทำดี ดีกว่าขอพร

posted on 12 Sep 2008 12:47 by bidvertiser  in Dhama

ทำดี ดีกว่าขอพร

จงเลือกทำแต่กรรมที่ดีๆ นะ!”
เตือนให้เตรียมตัวไว้ดำเนินชีวิตต่อไป
เป็นคำแทนคำอวยพรอย่างสูงสุดประกอบด้วยเหตุผล
เมื่อทำกรรมดีแล้วไม่ให้พรก็ต้องดี
เมื่อทำกรรมชั่วแล้วจะมาเสกสรรปั้นแต่ง
อวยพรอย่างไรก็ดีไม่ได้

ทำชั่วเหมือนโยนหินลงน้ำ หินจะต้องจมน้ำทันที
ไม่มีผู้วิเศษใดๆ จะมาเสกเป่าอวยพร
อ้อนวอนขอร้องให้หินลอยน้ำขึ้นมาได้
ทำกรรมชั่วจะต้องล่มจมป่นปี้
เสียราศีเกียรติคุณชื่อเสียง
เหมือนก้อนหินหนักจมลงไปอยู่กับโคลนใต้น้ำ

ทำดีเหมือนน้ำมัน..เบา..เมื่อเทลงน้ำ
ย่อมลอยเป็นประกายมันปลาบอยู่เหนือน้ำ
ทำกรรมดีย่อมมีสง่าราศี มีเกียรติคุณชื่อเสียง
มีแต่คนเคารพนับถือยกย่องบูชาเฟื่องฟู
ลอยน้ำเหมือนน้ำมันลอยน้ำ
ถึงจะมีศัตรูหมู่ร้ายจงใจเกลียดชังมุ่งร้าย
อิจฉาริษยาด่าแช่งให้จม
ก็ไม่สามารถจะเป็นไปได้ กลับจะแพ้เป็นภัยแก่ตัวเอง

ขอให้จงตั้งใจกล้าหาญ พยายามทำแต่กรรมดีๆ
โดยไม่เกรงกลัวหวั่นไหวต่ออุปสรรคใดๆทั้งสิ้น
ผู้ที่มีความเลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัย
ผู้ที่มีความสุข และผู้ที่มีความเจริญ
ประสงค์ใดสำเร็จสมประสงค์
ก็คือผู้ประกอบกรรมทำแต่ความดีอย่างเดียวนั่นเอง

บทธรรมของ..ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต