พักจิต บำรุงใจ
posted on 17 Sep 2008 05:00 by bidvertiser in Dhama
สงบด้วยลมหายใจ
ลมหายใจไม่เพียงช่วยให้เรามีชีวิตอยู่ได้เท่านั้น
หากยังสามารถพาเราเข้าถึงความสงบได้ด้วย ทุกครั้งที่เราหายใจเข้า
มิใช่ออกซิเจนเท่านั้นที่ถูกลำเลียงไปเลี้ยงร่างกาย หากเราวางใจเป็น
ลมหายใจเข้ายังนำความสงบเย็นไปบำรุงจิตใจเราด้วย
ขณะเดียวกันลมหายใจออกสามารถระบายความหม่นหมองขึ้งเครียดออกไปจากใจของเรา
ได้อีกต่างหาก แต่ความจริงดังกล่าวมักถูกมองข้ามไป
คนส่วนใหญ่จึงหายใจแบบทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ อย่างน่าเสียดาย
ความสงบสามารถบังเกิดกับเราได้ไม่ยาก
เพียงแต่น้อมจิตมาอยู่กับลมหายใจทั้งเข้าและออกอย่างต่อเนื่อง
จะปิดตาด้วยก็ได้ พร้อมกับผ่อนคลายร่างกายทุกส่วนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
ท่าที่ดีคือท่านั่งขัดสมาธิ แต่หากร่างกายไม่อำนวย
ก็ขอให้นั่งในท่าที่สะดวกที่สุด หรือนั่งเก้าอี้
โดยไม่เอนกายพิงกับพนักหรือเสา หาไม่จะง่วงหลับได้ง่าย
ทำใจให้สบาย ยิ้มน้อย ๆ ขณะเดียวกันก็วางความคิดต่าง ๆ เอาไว้ชั่วคราว
ไม่ว่าเรื่องที่ผ่านไปแล้ว หรือที่ยังมาไม่ถึง อย่าเพิ่งเอามาเป็นกังวล
ขอให้ถือว่าลมหายใจเข้าและออกเป็นสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดสำหรับเราในขณะนี้
แต่ก็อย่าเผลอไปบังคับลมหายใจ ให้หายใจอย่างสบาย ๆ เป็นธรรมชาติ
อย่าไปคาดหวังอะไรกับลมหายใจทั้งสิ้น
มีหลายวิธีในการน้อมจิตมาอยู่กับลมหายใจ เช่น
ตามลมหายใจเข้าตั้งแต่ปลายจมูกไปจนสุดที่อกหรือช่องท้อง
แล้วตามลมหายใจออกจนไปสุดที่ปลายจมูก โดยมีการนับทุกครั้งที่หายใจออก
ตั้งแต่ ๑ ไปถึง ๑๐ แล้วเริ่มต้นใหม่ หากเผลอไป จำไม่ได้ว่านับถึงไหน
ก็เริ่มต้นนับ ๑ ใหม่ แต่บางคนก็นิยมใช้คำบริกรรมควบคู่ไปด้วย เช่น
หายใจเข้าก็นึกถึง “พุท” หายใจออกก็นึกถึง “โธ”
อีกวิธีหนึ่งก็คือ
เพียงแต่รับรู้ถึงลมสัมผัสที่ปลายจมูกทั้งเข้าและออก
โดยไม่มีการนับหรือบริกรรมใด ๆ
วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์มาพอสมควรแล้ว
แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม สิ่งสำคัญอยู่ที่การวางใจให้เป็น กล่าวคือ
ไม่บังคับจิตจนเกินไป ควรมีความนุ่มนวลอ่อนโยนกับจิต
ไม่พยายามกดหรือห้ามความคิด เมื่อเผลอคิดไป ไม่ว่าไปไกลแค่ไหน
ทันทีที่รู้ตัว ก็ให้พาจิตกลับมาที่ลมหายใจ
โดยไม่ต้องไปสนใจกับความคิดดังกล่าว รวมทั้งไม่ไปพยายามหยุดมันด้วย
ทันทีที่จิตกลับมาอยู่กับลมหายใจ ความคิดเหล่านั้นก็จะสลายไปเอง
ใหม่ ๆ อาจมีความคิดฟุ้งซ่านมากมาย ก็ขอให้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา
อย่าไปหงุดหงิดกับใจของตัว แต่ถ้าหงุดหงิดก็ให้รู้
ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นกับใจก็รู้อยู่เสมอ ไม่ว่าบวกหรือลบ
ผ่อนคลายหรือตึงเครียด
ข้อสำคัญคืออย่าให้ความรู้สึกนึกคิดเหล่านี้ดึงจิตออกไปจากลมหายใจ
หากใจอยู่เคียงคู่กับลมหายใจกันอย่างต่อเนื่อง ย่อมเกิดความสงบในที่สุด
หากคุ้นเคยกับลมหายใจจนเป็นนิสัย
ลมหายใจจะเป็นที่พักพิงอย่างดีของจิตในยามที่ถูกพายุอารมณ์เล่นงาน เช่น
ขณะที่กำลังโกรธ หงุดหงิด เหนื่อยหน่าย ท้อแท้ เศร้าโศก
ให้กลับมาที่ลมหายใจทันที ช่วงแรกอาจหายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ สัก
๕-๑๐ ครั้ง เมื่อตั้งหลักได้ ก็เพียงแต่รับรู้เบา ๆ
ถึงการเคลื่อนหรือสัมผัสของลมหายใจ จะทำนานเท่าใดก็ได้สุดแท้แต่ใจต้องการ
ไม่ว่าอยู่บ้านหรือในที่ทำงาน หากมีเวลาว่าง แทนที่จะปล่อยใจลอย
หรือหายใจรดทิ้งไปเปล่า ๆ
ไม่ดีกว่าหรือหากจะหันมาใส่ใจกับลมหายใจของเราดูบ้าง ยิ่งถ้ากำลังนั่งรถ
หรือคอยใครอยู่ แทนที่จะปล่อยเวลาทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์
การฝึกใจให้รู้ตัวกับลมหายใจคือการใช้เวลาว่างที่คุ้มค่าที่สุด
แต่ถ้าวุ่นจนลืมทำ ก่อนนอนและตอนตื่นนอนก็ควรหาเวลาทำ ๕-๑๐ นาทีก็ยังดี
เดินจงกรม
เดินจงกรมเป็นวิธีพักใจอีกอย่างหนึ่ง
แต่แทนที่จะน้อมจิตมาอยู่กับลมหายใจเข้าและออก
ก็ให้มาอยู่กับการย่างเท้าทั้งสอง โดยเดินกลับไปกลับมาอย่างช้า ๆ
ระยะทางประมาณ ๓-๕ เมตร ทอดสายตาไปที่พื้นประมาณ ๑.๕ เมตรจากตัว
ระหว่างที่เดินก็ให้รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของเท้า
โดยไม่ถึงกับเพ่งหรือจดจ่อที่เท้า เมื่อใจเผลอไปคิดถึงเรื่องใดก็ตาม
ทันทีที่รู้ตัวก็ให้พาจิตกลับมาอยู่ที่การเดิน
ทั้งนี้ไม่ต้องไปสนใจว่าเมื่อกี้คิดอะไร ทำไมถึงคิด
ให้ปล่อยวางความคิดโดยไม่ต้องอาลัย
ขอให้สังเกตว่าเมื่อใดที่จิตเผลอคิดออกไปนอกตัว
จิตจะไม่รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของร่างกายหรือเท้าที่ก้าวเดิน
จนบางครั้งลืมไปด้วยซ้ำว่ากำลังเดินอยู่ แต่เมื่อรู้ตัวว่าเผลอ
แล้วกลับมาอยู่กับการเดิน ความรู้สึกตัวจะกลับมาแจ่มชัด
และรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของร่างกายรวม ๆ อีกครั้งหนึ่ง
ความรู้ตัวและความรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของร่างกายจึงสัมพันธ์กันอย่างใกล้
ชิด
ใหม่ ๆ อาจจะยังวางจิตไว้ไม่ถูก
คือแทนที่จะรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของเท้า ก็ไปเพ่งหรือจดจ่อที่เท้า
แม้จะทำให้จิตฟุ้งน้อยลง แต่ก็อาจทำให้เครียดได้ง่าย
เมื่อใดที่รู้สึกเครียด ก็ให้ผ่อนจิตลงมา
เพียงแค่ให้รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของเท้าก็พอ
วิธีนี้แม้จิตจะเผลอออกไปนอกตัวบ่อยกว่า
แต่การรู้ตัวว่าเผลอครั้งแล้วครั้งเล่า จะทำให้สติปราดเปรียวว่องไวขึ้น
ช่วยให้เผลอน้อยลง และมีความรู้สึกตัวต่อเนื่องขึ้น
ยิ่งมีความรู้สึกตัวต่อเนื่องมากเท่าไร
จิตก็จะยิ่งโปร่งเบาและแจ่มใสมากเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม
การเดินจงกรมนั้นมีหลายแบบ นอกจากที่กล่าวมาแล้ว
ก็ยังมีการกำหนดจิตไปที่การเคลื่อนของเท้าอย่างละเอียดถี่ยิบ
ตั้งแต่ยกเท้า ย่างเท้า แล้วเหยียบพื้น เป็นต้น
ผู้สนใจควรศึกษาเพิ่มเติมจากผู้รู้
เดินด้วยใจ
เวลาเดินไปไหนมาไหนคนส่วนใหญ่มักคิดแต่เพียงเดินให้ถึงจุดหมาย
แต่การเดินมีประโยชน์มากกว่านั้น
หลายคนรู้ดีว่าการเดินช่วยให้ร่างกายแข็งแรง
แต่น้อยคนที่จะตระหนักว่าการเดินนั้นมีผลดีต่อจิตใจด้วย
ไม่ใช่แค่ฝึกความอดทนเท่านั้น หากยังช่วยให้ใจสงบ ผ่อนคลาย
และตื่นรู้อยู่เสมอ การเดินโดยมุ่งเพียงแค่ไปไห้ถึง
ทำให้เราเป็นทุกข์ได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อจุดหมายปลายทางยังอยู่อีกไกล
ยิ่งคิดว่าเมื่อไรจะถึง ๆ ก็ยิ่งเครียดและหงุดหงิด ทั้ง ๆที่กายยังไหว
แต่ใจกลับเพลียเสียแล้ว อันที่จริงเราไม่จำเป็นต้องทุกข์ขนาดนั้นเลยก็ได้
หากวางใจให้เป็น เช่น น้อมจิตมาอยู่กับทุกย่างก้าว
ให้มีความรู้สึกตัวกับการเดินแต่ละก้าว บางครั้งใจเผลอไปที่อื่น
ระลึกได้เมื่อไร ก็พาใจกลับมาอยู่กับการเดิน ให้กายกับใจร่วมเดินไปด้วยกัน
อย่าปล่อยให้กายอยู่ตรงนี้ แต่ใจไปรออยู่ข้างหน้าแล้ว
ใจที่เฝ้าแต่จะถึงจุดหมายไว ๆ มีแต่จะนำความทุกข์มาให้โดยไม่จำเป็น
เมื่อ
ใจอยู่กับกายทุกย่างก้าวอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ตัวจะยังไม่ถึงจุดหมาย
แต่ใจกลับ “ถึง”ทุกขณะ นั่นคือเข้าถึงความสงบเย็นและผ่อนคลาย
เพราะเมื่อจิตไม่วอกแวก หรือชะเง้อมองจุดหมาย
ก็ย่อมไม่ถูกเผาลนด้วยความอยากจะไปให้ถึงไว ๆ
ขณะเดียวกันการหมั่นรู้ทันความนึกคิดปรุงแต่ง
(รวมทั้งความอยากจะถึงที่หมายไว ๆ )
ก็ช่วยฝึกสติหรือความระลึกได้ให้ทำงานได้รวดเร็วฉับไว
ทำให้จิตมีความรู้สึกตัวอย่างต่อเนื่อง
ทุกวันนี้เราเดินด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อมน้อยมาก
เพราะใจลอยเกือบตลอดเวลา หากไม่พะวงถึงจุดหมายปลายทาง
ก็มักนึกถึงเรื่องต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งวางแผนร้อยแปด
บางครั้งอากัปกิริยาจึงไม่ต่างจากคนเดินละเมอ
ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้นได้เมื่อเรามีสติอยู่กับการเดิน
คือใจรับรู้ความเคลื่อนไหวทุกย่างก้าว เมื่อใดที่จิตเผลอออกไปนอกตัว
พลัดไปอยู่กับเรื่องราวในอดีตหรืออนาคต รู้ตัวเมื่อไร
ก็พาจิตกลับมาอยู่กับปัจจุบันคือการเดิน โดยไม่จำเป็นต้องเพ่งที่เท้า
หรือบังคับจิตให้อยู่กับเท้า ทำเช่นนี้บ่อย ๆ ความรู้สึกตัวจะเพิ่มขึ้น
สติจะปราดเปรียวขึ้น ทำให้เราไม่เผลอง่าย จะคิดหรือทำอะไร
ก็ทำด้วยใจที่เต็มร้อยและมีสมาธิมั่นคง
ไม่ว่าจะเดินไปปากซอย
ขึ้นบันได หรือไปทำงาน เป็นโอกาสดีสำหรับการบ่มเพาะสติ สร้างความรู้สึกตัว
อันเป็นประตูสู่สมาธิและความสุข ซึ่งเราสามารถเข้าถึงได้แม้ในชีวิตประจำวัน
อาบน้ำ
การอาบน้ำนอกจากจะช่วยชำระกายให้สะอาดแล้ว
ยังสามารถชำระใจให้แจ่มใสได้ด้วย หากเรามีสติอยู่กับการอาบน้ำ
กล่าวคือไม่ปล่อยใจลอย หรือหาเรื่องต่าง ๆ มาคิดครุ่นขณะอาบน้ำ
จิตรับรู้อยู่กับการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่ว่าถูสบู่ ขัดคราบไคล
หรือเช็ดตัว ก็รับรู้อย่างต่อเนื่อง หากจะเผลอคิดไป ก็รู้เท่าทันความคิด
และปล่อยวางได้
สำหรับคนส่วนใหญ่
การอาบน้ำเป็นช่วงที่ร่างกายและจิตใจกำลังผ่อนคลาย จึงมักปล่อยใจลอย
จะไปไหนก็สุดแท้แต่ใจอยากจะไป
แต่บ่อยครั้งใจกลับไปจมจ่อมอยู่กับความทุกข์ในอดีตหรือความกังวลกับอนาคต
หาไม่ก็คิดถึงการงานอันชวนให้เครียด
ทำให้ไม่มีโอกาสได้ผ่อนคลายในช่วงเวลาที่น่าจะสบาย
ใช่แต่เวลาอาบน้ำเท่านั้น
ใจที่ชอบฟุ้งซ่านยังหาเรื่องเครียดมาใส่ตัวตลอดทั้งวัน
จนกินไม่ได้นอนไม่หลับก็มี แม้แต่เที่ยวก็ยังเที่ยวไม่สนุก
เพราะหาเรื่องต่าง ๆ มาครุ่นคิด
เป็นธรรมดาของใจที่ชอบฟุ้งซ่าน
แต่ปัญหาจะไม่เกิดหากใจมีสติรู้เท่าทันความฟุ้งซ่าน สติยิ่งไวเท่าไร
ใจก็ยิ่งฟุ้งซ่านน้อยลง และอยู่เป็นที่เป็นทางมากขึ้น
แต่สติจะว่องไวได้ก็เพราะผ่านการฝึก
เราสามารถฝึกใจให้มีสติว่องไวได้ในทุกโอกาส ไม่จำต้องรอเข้าคอร์สกรรมฐาน
ไม่ว่าจะทำอะไรในชีวิตประจำวันก็เป็นโอกาสฝึกสติได้ทั้งสิ้น
หลายคนบ่นว่าไม่มีเวลาทำสมาธิ เข้ากรรมฐาน
แต่ลืมไปว่าช่วงเวลาที่อยู่ในห้องน้ำ เป็นโอกาสดีสำหรับการฝึกสติ วันหนึ่ง
ๆ เราใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำไม่น้อยกว่า ๑ ชั่วโมง นอกจากการอาบน้ำแล้ว
ยังต้องถูฟันและขับถ่าย หากทำกิจวัตรเหล่านี้อย่างมีสติ
(ช่วงขับถ่ายอาจใช้วิธีน้อมจิตอยู่กับลมหายใจ) ทั้งนี้โดยถือหลักง่าย ๆ
ว่ากายอยู่ไหน ใจอยู่นั่น ปีหนึ่ง ๆ ก็เท่ากับว่าได้ปฏิบัติธรรมถึง ๑๕
วันเต็ม (๓๖๕ ชั่วโมง)โดยยังไม่ได้เข้าคอร์สกรรมฐานด้วยซ้ำ
กินอาหาร
เช่นเดียวกับการหายใจ การกินเป็นประโยชน์ทั้งต่อร่างกายและจิตใจ
ประโยชน์นั้นไม่ได้อยู่ที่ว่าเรากินอะไร หรือเท่าไร
หากยังขึ้นอยู่กับว่าเรากินอย่างไรด้วย
การกินที่ถูกต้องนอกจากจะเป็นการบำรุงร่างกายแล้ว ยังสามารถบำรุงใจได้ด้วย
การกินที่ถูกต้อง นอกจากจะหมายถึงการกินอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
ในปริมาณที่เหมาะสมแล้ว ยังรวมถึงการกินอย่างมีสติ
กล่าวคือรู้เท่าทันความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น
ไม่ปล่อยใจลอยไปกับความคิดต่าง ๆ จนลืมไปว่ากินอะไรไปแล้วบ้าง
หรือกำลังกินอะไรอยู่ ขณะที่กิน ใจก็อยู่กับกินหรือการเคี้ยวอาหาร
แต่ไม่ถึงกับเพ่งหรือจดจ่อกับการเคี้ยว จนไม่รู้ว่ากำลังตักอะไรเข้าปาก
ขณะเดียวกันก็ไม่หงุดหงิดกับใจที่ชอบออกนอกตัว
เพราะเป็นธรรมดาของใจที่ชอบฟุ้งโดยเฉพาะในยามนี้
ใช่แต่ความคิดเท่านั้นที่ทำให้เราขาดสติ อารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ
ก็ทำให้เราเผลอบ่อย ๆ โดยเฉพาะความเพลิดเพลินในรสชาติของอาหาร
หลายคนกินเอา ๆ
โดยไม่ทันเคี้ยวให้ละเอียดก็เพราะลืมตัวไปกับความเอร็ดอร่อยของอาหารนั่นเอง
การกินอาหารอย่างมีสติไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธรสชาติของอาหาร
แต่หมายความว่าเมื่ออาหารอร่อย ก็รู้ว่าอร่อย
แต่ไม่เพลิดเพลินดื่มด่ำกับมันจนลืมตัว ยังคงกินด้วยความรู้ตัว
เรียกว่ากินอย่างเป็นนายของอาหาร มิใช่เป็นทาสของอาหาร
ในทางตรงข้าม
หากอาหารไม่อร่อย ไม่น่าดู ก็หาได้รังเกียจไม่
แม้จะมีความรู้สึกดังกล่าวเกิดขึ้น ก็รู้ว่ามีอยู่
แต่ไม่ปล่อยให้มันครอบงำใจ จนกินด้วยความทุกข์
หากจำเป็นจะต้องคุยกับใคร ก็คุยอย่างมีสติ ไม่เพลินหรือเครียดกับการคุย
จนไม่รู้ว่ากำลังกินอะไรหรือตักอะไรใส่ปาก แต่ถ้าไม่มีใครมาคุยด้วย
ก็ไม่ควรหาอะไรอย่างอื่นมาทำขณะที่กำลังกินอาหาร เช่น อ่านหนังสือ
ดูโทรทัศน์ หรือคุยโทรศัพท์ การทำอะไรหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน
แม้มุ่งหวังจะใช้เวลาให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่
แต่อาจลงเอยด้วยการทำอะไรไม่ได้ดีสักอย่างเดียว ได้แต่ปริมาณ แต่ขาดคุณภาพ
ที่สำคัญก็คือบั่นทอนจิตใจ ทำให้เป็นคนมีสมาธิหรือสติได้ยาก
การกินอย่างมีสติ จะช่วยให้เรากินอาหารในปริมาณที่เหมาะสม
ไม่กินมากเกินไปเพราะหลงในรสชาติ จนเกิดอันตรายแก่ร่างกาย
ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เราเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ ไม่กินตามใจปากทั้ง ๆ
ที่เป็นโทษ สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เรากินอย่างมีสติได้ก็คือ
การตระหนักถึงจุดมุ่งหมายที่ถูกต้องของการกินอาหาร กล่าวคือ
กินเพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพดี สามารถทำประโยชน์ให้แก่ตนเองและผู้อื่นได้
เป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้งอกงามสูงส่งขึ้น
ซึ่งตรงข้ามกับการกินเพื่อรสชาติหรือเสริมทรง เพื่อหน้าตาหรืออวดมั่งอวดมี
การกินในลักษณะหลังนอกจากจะเป็นโทษแก่ร่างกาย สิ้นเปลืองเงินทองแล้ว
ยังเป็นการบ่มเพาะกิเลสหรือความหลงให้แก่จิตใจ
ซึ่งชักนำความทุกข์มาให้ในที่สุด
ด้วยเหตุนี้ก่อนกินอาหาร
เราจึงควรเตือนใจอยู่เสมอว่า กินเพื่ออะไร
หรือกินอย่างไรจึงจะทำให้ชีวิตเจริญงอกงาม
ขณะเดียวกันก็พึงระลึกถึงบุญคุณของผู้ที่ทำให้เรามีอาหารกินในวันนี้
รวมถึงสรรพชีวิตที่กลายมาเป็นอาหารของเรา การใช้ชีวิตไปในทางที่เป็นกุศล
หมั่นทำความดีอยู่เสมอ เป็นวิธีหนึ่งที่จะตอบแทนบุญคุณของเขาเหล่านั้นได้
เดินทาง
การเดินทางไปทำงานนับวันจะสร้างความทุกข์มากขึ้นให้แก่ผู้คน
เพราะจราจรที่แน่นขนัดและระยะทางที่ไกลขึ้น ทำให้ต้องใช้เวลานานขึ้น
แต่จะไม่ดีกว่าหรือหากเราเปลี่ยน “ปัญหา” ให้เป็น “โอกาส”
แทนที่จะปล่อยใจให้ทุกข์หรือเครียดระหว่างเดินทาง หากคุณเป็นผู้โดยสาร
ควรใช้โอกาสนี้พาใจมาพักอยู่กับลมหายใจ หลับตา ยิ้มน้อย ๆ
แล้วมารับรู้ถึงสัมผัสของลมหายใจที่ปลายจมูก
หรือจะตามลมหายใจเข้าจนสุดและตามลมหายใจออกจนถึงปลายจมูกก็ได้ ทำไปเรื่อย
ๆ สบาย ๆ ใจจะฟุ้งไปบ้างก็ไม่เป็นไร รู้ตัวว่าเผลอเมื่อไร
ก็พาใจกลับมาอยู่ที่ลมหายใจ
อีกวิธีหนึ่งก็คือให้มีสติอยู่กับการคลึงนิ้ว
ไม่ต้องถึงกับปักใจจดจ่ออยู่กับนิ้วทั้งสอง แค่รู้สึกเบา ๆ
ถึงสัมผัสของนิ้วทั้งสองก็พอ วิธีนี้ไม่ต้องหลับตาก็ได้
จะมองออกไปนอกหน้าต่างบ้าง ก็ไม่เป็นไร
ในยามที่ใจฟุ้งออกไปยังอดีตหรืออนาคต สัมผัสเบา ๆ
ของนิ้วที่คลึงนั้นจะช่วยเตือนใจให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน
นอกจากจะได้พักใจแล้ว ยังเป็นการฝึกสติให้ระลึกรู้และรู้สึกตัวได้ไวขึ้น
ทั้งสองวิธีนี้เหมาะสำหรับการเดินทางทั้งระยะสั้นและระยะไกล
แต่สำหรับผู้ที่ขับขี่ยวดยาน การมีสติในการขับรถเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ซึ่งรวมถึงการรู้ทันอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นขณะขับรถ
โดยเฉพาะความเครียดและความหงุดหงิด เวลาติดไฟแดง
ไม่ควรปล่อยใจให้หงุดหงิดเพิ่มขึ้น ควรหาประโยชน์จากสัญญาณไฟแดง
โดยถือว่านี้เป็นสัญญาณเตือนใจให้หยุดฟุ้งซ่านและปล่อยวางความหงุดหงิดเสีย
ที พร้อมกันนั้นก็พาใจกลับมาอยู่กับลมหายใจ หากทำเช่นนี้ได้
สัญญาณไฟแดงจะนานเท่าไรก็ไม่เป็นทุกข์
ทำงาน
การทำงานสามารถเป็นการปฏิบัติธรรมได้ตลอดเวลา
หากเราทำด้วยแรงจูงใจที่เป็นกุศล เช่น ทำเพื่อเกื้อกูลผู้อื่น
หรือเพื่อฝึกฝนพัฒนาตน โดยมุ่งให้มีความเห็นแก่ตัวน้อยลง อดทนมากขึ้น
หรือทำโดยมีธรรมะเข้ามากำกับ เช่น ทำด้วยความซื่อสัตย์
รับผิดชอบต่อหน้าที่ หรือทำด้วยความปรารถนาดีต่อส่วนรวม
เมื่อถึงที่ทำงาน ก่อนเริ่มงานควรหาเวลาทำใจให้สงบสักครู่
อยู่กับลมหายใจสักพัก
แล้วตั้งจิตเตือนใจนึกถึงธรรมะที่ต้องการน้อมนำมาปฏิบัติ
หรือย้ำเตือนตนเองว่าจะทำงานด้วยความเพียร ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค
พร้อมเปิดใจรับฟังคำวิจารณ์หรือความเห็นที่ต่างจากตน เป็นต้น
การตั้งจิตมั่นดังกล่าว คือความหมายที่แท้จริงของคำว่า “อธิษฐาน”
(ซึ่งไม่ได้แปลว่าการขอจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างที่เข้าใจกัน)
การเริ่มงานด้วยการอธิษฐานในความหมายดังกล่าว
จะช่วยเตือนใจไม่ให้เราพลัดเข้าไปในอารมณ์อกุศลที่บั่นทอนจิตใจและการงาน
การงานยังเป็นโอกาสสำหรับการเจริญสติ
โดยเฉพาะงานการที่ไม่ต้องใช้ความคิดมาก เช่น ล้างจาน ถูบ้าน ซักผ้า
ในขณะที่ทำงาน ใจก็อยู่กับงาน
รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของมือและอวัยวะส่วนต่าง ๆ
อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องไปเพ่งหรือจดจ่อแนบแน่นเกินไปนัก
ถ้าจิตเผลอฟุ้งปรุงแต่งไปนอกตัว ระลึกรู้เมื่อใดก็พาจิตกลับมาอยู่กับงาน
จิตจะฟุ้งไปเท่าไร ก็ไม่รำคาญหงุดหงิด แต่ถึงหงุดหงิดก็รู้ว่าหงุดหงิด
ไม่ปรุงแต่งมากไปกว่านั้น
แม้เป็นงานที่ต้องใช้ความคิด
ก็ยังควรเอาสติมาใช้กับงานอยู่นั่นเอง เช่น คิดเรื่องอะไร
ก็ให้สติกำกับใจอยู่กับเรื่องนั้น หากเผลอไปคิดเรื่องอื่น
ก็ให้สติพาใจกลับมาอยู่กับเรื่องเดิมจนกว่าจะแล้วเสร็จ
หากย้ำคิดย้ำครุ่นไม่ยอมเลิก สติก็จะช่วยให้ปล่อยวางได้ง่ายขึ้น
ที่สำคัญก็คือไม่ว่าจะทำอะไร อย่าปล่อยใจไปพะวงกับเรื่องข้างหน้า
ว่าเมื่อไรจะเสร็จ เสร็จแล้วจะเป็นอย่างไร หรือติดสะดุดกับเรื่องราวในอดีต
ควรมีสติรู้อาการดังกล่าว
แล้วพาใจกลับมาอยู่กับงานที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน
ใจที่มัวพะวงกับอดีตหรืออนาคต จะทำงานด้วยความเครียด
ส่วนใจที่อยู่กับปัจจุบันโดยมีสติเป็นเครื่องกำกับ
จะทำงานด้วยความผ่อนคลาย โปร่งเบามากกว่า
เพราะจิตไม่มีเรื่องหนักใจให้ต้องแบก
การทำงานยังสามารถเป็นการปฏิบัติธรรมได้หากรู้จักใช้งานเป็นเครื่องขัดเกลา
หรือลดละอัตตา เช่น ทำงานโดยคิดถึงประโยชน์ของผู้อื่นมากกว่าของตัวเอง
หรือฝึกใจไม่ให้หวั่นไหวต่อคำสรรเสริญและคำตำหนิ ความสำเร็จและความล้มเหลว
เมื่อใดที่ถูกวิจารณ์ ก็ถือว่าเป็นของดีที่มาช่วยสยบอัตตาไม่ให้เหลิง
หรือทดสอบสติว่าจะมาทันการหรือไม่ หากเผลอโกรธ ก็ถือว่าสอบตก
แต่ก็ยังสามารถแก้ตัวใหม่ได้เสมอ
ใช้เทคโนโลยี
ทุกวันนี้เทคโนโลยีเข้ามาพัวพันกับชีวิตของเราจนแยกไม่ออก
บ่อยครั้งมันกลายมาเป็นนายของเรา นอกจากจะขาดมันไม่ได้แล้ว
มันยังเข้ามาบงการชีวิตและถึงกับบั่นทอนจิตใจ
รวมทั้งสร้างนิสัยที่ไม่ดีกับเรา เช่น ใจร้อน คอยไม่เป็น
ทุกครั้งที่เสียงโทรศัพท์ดัง ใช่หรือไม่ว่า เรามักผลุนผลันรีบไปรับทันที
ราวกับถูกมันบัญชา
อย่าให้เสียงโทรศัพท์ฉุดกระชากสติของเราไป
ทุกครั้งที่เสียงโทรศัพท์ดัง ให้ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนใจให้เรามีสติ
นิ่งสักพัก รับรู้ลมหายใจเข้าและออกสักครู่ แล้วจึงค่อย ๆ
เดินไปรับโทรศัพท์ด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
ขณะเดียวกันก็ตั้งจิตว่าจะรักษาใจให้สงบไม่ว่าจะได้ยินข่าวดีหรือข่าวร้าย
ถูกใจหรือไม่ถูกใจก็ตาม และจะพูดแต่สิ่งที่ดี มีประโยชน์ และเป็นความจริง
ไม่พูดไปตามอารมณ์หรือลุแก่โทสะ
กับเทคโนโลยีอย่างอื่นก็เช่นกัน
เมื่อเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ขณะที่เครื่องกำลังบู้ทอยู่
ไม่ว่าจะนานแค่ไหน ก็ไม่กระสับกระส่ายหรือหงุดหงิด
ระหว่างที่คอยก็น้อมจิตมาอยู่กับลมหายใจ ถือเป็นโอกาสเจริญสติไปในตัว
พร้อมกันนั้นก็ตั้งจิตว่าจะใช้คอมพิวเตอร์เพื่อเพิ่มพูนความรู้
และสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน แม้จะใช้เพื่อความบันเทิง
แต่ก็มิได้มุ่งสนองตัณหาอารมณ์ดิบ หรือเพื่อทำร้ายกลั่นแกล้งผู้อื่น
นอกจากจะใช้อย่างไรแล้ว ใช้เท่าไร ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน
ไม่ว่าคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ โทรทัศน์ เครื่องเล่นเพลง วีดีโอเกม
ควรมีสติในการใช้เพื่อให้พอดี ไม่ลุ่มหลงกับมันจนกลายเป็นเสพติด
สิ้นเปลืองเงินทอง หรือเสียงานการ บั่นทอนร่างกาย จิตใจ
และความสัมพันธ์กับผู้อื่น
การกำหนดระยะเวลาในการใช้อย่างพอเหมาะพอสมเป็นวิธีฝึกตนให้มีวินัย
ฝึกใจให้รู้จักอดกลั้นและปล่อยวางได้เป็นอย่างดี
ซึ่งจะช่วยให้จิตมีพลังเข้มแข็งสามารถทำสิ่งยาก ๆ ได้
เที่ยวธรรมชาติ
ป่าเขาลำเนาไพรและชายทะเลเป็นสถานที่ที่สามารถโน้มใจเราให้เข้าถึงความสงบ
ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเมื่ออุตส่าห์เดินทางไกลมาถึงเพียงนี้แล้ว
ควรเปิดใจสัมผัสกับธรรมชาติอย่างเต็มที่
แทนที่จะกรอกหูด้วยเสียงเพลงจากเครื่องเล่นนานาชนิด
ลองอยู่กับความเงียบสงัดของธรรมชาติดูบ้าง ปิดโทรศัพท์มือถือ
แล้วหันมาชื่นชมดอกไม้ ลำห้วย หมู่เมฆ ท้องทะเล และเสียงนกร้อง
เราจะพบว่าจิตใจจะค่อย ๆสงบลง เสียงอื้ออึงจากความคิดอันฟุ้งซ่านจะคลายไป
แล้วความสุขอันประณีตจะเริ่มเข้ามาแทนที่ เป็นความสุขจากความสงบ
หาใช่ความสุขจากความสนุกตื่นเต้นอย่างที่เคยรู้จัก
ในบรรยากาศเช่นนี้ ควรมีเวลาปลีกตัวมาอยู่คนเดียว
หาที่ที่สงบแล้วน้อมจิตมาอยู่กับลมหายใจ
รับรู้ถึงสัมผัสของลมที่มากระทบตัว และได้ยินเสียงร้องของสรรพสัตว์
แต่ก็สักแต่ว่ารับรู้และได้ยิน ไม่ปรุงแต่งหรือจินตนาการฟุ้งไกล
จิตยังคงอยู่กับลมหายใจอย่างต่อเนื่อง ทีละน้อย ๆ
ธรรมชาติภายในจะปรากฏเด่นชัดต่อการรับรู้ของเรา
ไม่ว่าความคิดหรืออารมณ์ความรู้สึกทั้งบวกและลบ
อารมณ์ฝ่ายบวกเกิดขึ้นก็ไม่เข้าไปคลอเคลียหรือหมายครอบครอง
อารมณ์ฝ่ายลบเกิดขึ้นก็ไม่รังเกียจหรือคิดผลักไส รับรู้ตามที่มันเป็น
โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
แล้วความจริงของธรรมชาติภายในจะเปิดเผยแก่เราเป็นลำดับ
ธรรมชาติภายนอกนั้น หากเปิดใจรับรู้อย่างมีสติ
ย่อมช่วยให้เราเข้าถึงธรรมชาติภายในได้ง่ายขึ้น ไม่เพียงความสงบเท่านั้น
หากปัญญายังบังเกิดขึ้นด้วย เกิดขึ้นทั้งจากการหยั่งเห็นธรรมชาติภายใน
และจากธรรมชาติภายนอก ต้นไม้ ก้อนหิน ท้องฟ้า หมู่เมฆ และสรรพสัตว์
สามารถสอนธรรมแก่เราได้ หากรู้จักมองด้วยใจที่สงบ
อันที่จริงธรรมชาตินั้นแสดงธรรมแก่เราตลอดเวลา
ทั้งสัจธรรมของโลกและคติธรรมในการดำเนินชีวิต
เป็นแต่ใจเราไม่ว่างพอที่จะรับรู้ธรรมะเหล่านั้น เนื่องจากมัวสนุกสนานเฮฮา
เกาะกลุ่มพูดคุย หรือครุ่นคิดกังวลตลอดเวลา
ไปเที่ยวธรรมชาติทั้งที นอกจากพักผ่อนกายแล้ว
ควรให้ใจได้พักและประสบกับความสงบด้วย
ดียิ่งกว่านั้นก็คือใจสว่างขึ้นเพราะเกิดปัญญา
ก่อนนอน
หลังจากทำงานมาทั้งวัน
เวลานอนควรเป็นเวลาพักผ่อนทั้งกายและใจของเราอย่างแท้จริง
อย่าปล่อยให้งานการและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่พานพบมาตลอดวัน
ตามมารบกวนเรากระทั่งในยามหลับ
จนกลายเป็นฝันร้ายหรือนอนไม่หลับกระสับกระส่ายไปทั้งคืน
ก่อนนอนนอกจากอาบน้ำชำระเหงื่อไคลออกไปจากร่างกายแล้ว
ควรหาเวลาชำระจิตให้ปลอดพ้นจากเรื่องกังวลใจด้วย โดยการนั่งสมาธิ
ทำใจให้สงบ มีลมหายใจเข้าและออกเป็นที่พักพิงของจิต
ไม่ว่าความรู้สึกนึกคิดใด ๆ จะผุดขึ้นมา ก็รู้แล้ววางเสีย
มีสติรู้ตัวอย่างต่อเนื่อง แต่หากมีเรื่องรบกวนจิตใจมาก
ก็ลองหางานอื่นให้จิตทำก่อน เช่น สวดมนต์ เมื่อความฟุ้งซ่านลดลงแล้ว
จึงค่อยมานั่งสมาธิก็ได้
การเตรียมใจอีกอย่างหนึ่งที่ควรทำก่อนนอน
ก็คือเตือนใจว่าชีวิตของเรานั้นไม่เที่ยง สักวันหนึ่งเราก็ต้องจากโลกนี้ไป
วันนั้นจะมาถึงเมื่อไร เรามิอาจรู้ได้ อาจเป็นปีหน้า เดือนหน้า
สัปดาห์หน้า หรือวันพรุ่งนี้ก็ได้
ใครจะไปรู้คืนนี้อาจเป็นคืนสุดท้ายของเรา เมื่อเป็นเช่นนี้
จึงควรถามใจตนเองว่าเราพร้อมที่จะไปจากโลกนี้หรือยังหากวันนั้นมาถึง
หากยังไม่พร้อม เพราะยังห่วงผู้คนและติดยึดสิ่งต่าง ๆ มากมาย
เราควรใช้ช่วงเวลาก่อนนอนนี้ฝึกใจปล่อยวางผู้คนและสิ่งต่าง ๆ
เสมือนว่าคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายของเรา ใหม่ ๆ อาจทำได้ยาก แต่เมื่อทำบ่อย ๆ
ก็จะปล่อยวางได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันหากมีสิ่งใดที่ยังปล่อยวางได้ยาก
เพราะยังจัดการไม่แล้วเสร็จ หรือยังมีภารกิจสำคัญบางอย่างที่ยังค้างคาอยู่
ก็ควรตั้งใจว่าหากพรุ่งนี้ยังมีชีวิตอยู่ต่อไป
จะเร่งรีบทำสิ่งนั้นให้แล้วเสร็จ
แต่อย่าเผลอหมกมุ่นกับเรื่องนั้นจนนอนไม่หลับ
ปล่อยให้เป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้
สุดท้ายก็ควรแผ่บุญกุศลและความปรารถนาดีไปให้แก่ผู้มีบุญคุณกับเรา
ไม่จำเพาะพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ หรือผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ควรรวมไปถึงมิตรสหาย
เพื่อนร่วมงาน ไปจนถึงผู้ที่มีสถานะต่ำกว่าเรา ทั้งโดยวัย ความรู้
หรือการงาน
รวมทั้งแผ่ไปยังสรรพชีวิตที่ช่วยเหลือเกื้อกูลให้เรามีชีวิตได้อย่างผาสุก
สวัสดีนอกจากนั้นควรแผ่เมตตาไปยังคู่กรณีหรือผู้ที่ทำความขุ่นข้องหมองใจแก่
เรา ไม่ว่าเป็นคนใกล้หรือไกล ขอให้เขาเหล่านั้นมีความสุข
ปลอดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง
เมตตาที่ปลุกขึ้นมาในใจ
จะช่วยดับความเร่าร้อนในจิตใจ ระงับความโกรธเกลียดที่ติดค้างมาตลอดวัน
ช่วยให้เราสงบเย็นและสามารถหลับได้อย่างมีความสุข
พร้อมจะตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ด้วยกายที่สดชื่นและใจที่แจ่มใส
ที่มา http://www.budnet.info/webb0ard/view.php?category=textc&wb_id=66


"ธรรมะ ทำให้หนูเป็นคนดีมีสติธรรมะทำให้หนู ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักขโมยของ ไม่พูดปด ไม่เสพสิ่งเสพติด และธรรมะยังช่วยทำให้หนูจิตใจสงบ และเข้าใจตัวเองและเข้าใจโลกมากขึ้น" 
